story

now browsing by tag

 
 

หนังแนวคาวบอย

ไม่เต็มใจหวุดหวิดเป็นเรื่องราวของการต่อสู้ของชายคนหนึ่งที่มีเอกลักษณ์และความจงรักภักดีหลังจากที่ 9/11

ชื่อ ตัวละครของภาพยนตร์, Changez เป็นทะเยอทะยานยี่สิบบางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนว่าจะมีมันทั้งหมด: ระดับพรินซ์ตันอาชีพ Wall Street และแฟนสาวสวย (รับบทโดยเคทฮัดสัน) แต่หลังจากที่ 9/11 Changez จะกลายเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับการที่เขาเป็น

“ไม่ เต็มใจหวุดหวิดมีฉากที่ผมคิดว่าจะลงไป iconographically ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่มีตัวอักษรตัวแรกจะมองไปที่การโจมตี 9/11 นี้” นักวิจารณ์ภาพยนตร์เจสันหมู่เกาะโซโลมอนกล่าวว่า “ที่นั่นเขาได้เป็นภาพที่พวกเขากำลังมองหา … ชนิดของการเป็นที่ด้านข้างของผู้รุกราน.”

“ในขณะนั้นเองที่ฉันควรจะมีความรู้สึกโศกเศร้าหรือความโกรธ” Changez พูดว่าในหนังเรื่องนี้ “แต่ทั้งหมดที่ฉันรู้สึกว่าเป็นความกลัว – ความกล้าในสิ่งที่.”

หมู่เกาะโซโลมอนบอกว่านี่คือบทบาทที่ขัดแย้งสำหรับนักแสดงที่จะเล่น “ผมคิดว่าชนิดของทักษะที่ Riz [มี] คือการยังคงให้ตัวละครตัวนี้เข้าใจถึงแม้ว่าเขาจะทำอะไรบางอย่างที่ผู้คนจำนวนมากจะพบมนุษยธรรม.”

และนี่เป็นเพียงชนิดของการแสดงความท้าทาย Riz อาเหม็ดเต็มไปหมด “ผมดึงไปทำโครงการที่จะเป็นตัวหนาในบางวิธี” เขากล่าวว่า

และมันก็ไม่แปลกใจที่อาเหม็ดจะทำให้ชาวอเมริกันเปิดตัวของเขากับฟิล์มเป็นตัวหนาเป็นเต็มใจหวุดหวิด มันเกี่ยวกับเส้นปัจจุบันระหว่างตะวันออกและตะวันตกและชาวมุสลิมอเมริกัน, ‘เราเมื่อเทียบกับพวกเขา.’ รูปแบบเหล่านั้นลึกลงไปหล่อเลี้ยงผู้อำนวยการ Mira Nair

“Changez ที่มีการบังคับให้คุณกับนิสัยของเขาและด้วยความปรารถนาของเขาและด้วยความขัดแย้งของเขามีความซับซ้อนและของเขา” แนร์กล่าวว่า “วิธีการทำทั้งหมดเหล่านี้ปัญหาที่ใหญ่กว่าดังก้องในความเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวใจที่คุณสามารถรู้สึกและสัมผัสและเห็นตัวเองตี.”

อาเหม็ดกล่าวว่าคุณจะเห็นตัวเองใน Changez เพราะในบางระดับหนึ่งของเราแต่ละคนก็พยายามที่จะนำทางระหว่างโลก

“ทุก คนสามารถสร้างความสัมพันธ์กับความคิดของการมีตัวตนของคู่ความรู้สึกเช่น เดียวกับภายในและภายนอก. เราอยู่ในสังคมและในเวลานี้นั่นคือ aspirational ลึก. เราไม่เคยไม่มีใครเป็นเนื้อหา” เขากล่าวว่า “เราเสมอในทางของเราไปยังปลายทางจากจุดกำเนิด. ดังนั้นเราเสมอในการขนส่งและในแง่ที่ว่าพวกเราทุกคนอยู่ตลอดเวลาภายในภายนอก.”

ในฐานะศิลปินอาเหม็ดดูเหมือนจะดึงไปที่ตัวอักษรในการย้ายระหว่างภายในและภายนอกระหว่าง likeability และเขม่น เขาเล่นเป็นนักลงทุนร่มรื่นก่อการร้ายผิดพลาดและพ่อค้ายาเสพติดฉลาด

“มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขาเป็นตัวอักษรบนหน้าจอที่เป็นแรงบันดาลใจอภิปราย” โซโลมอนกล่าวว่า “เขามีดวงตาอย่างมากพุ่งเหล่านี้. พวกเขากำลังเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นการตั้งคำถามให้กับผู้ชม.”

นัก ประพันธ์ Mohsin ฮามิดพูดว่ามีอะไรที่น่าทึ่งเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ Ahmed เป็นเต็มใจหวุดหวิดเป็นวิธีการที่เหมือนกิ้งก่าเขาสามารถ

“สำหรับคนจำนวนมากที่พวกเขาจะไม่ได้ตระหนักเท่าใดรักษาการเดินเข้าไปใน Riz เป็นปากีสถานปากีสถาน. เขาจากอังกฤษ” ฮามิดกล่าวว่า “มันเป็นบิตเช่นโรเบิร์ต Deniro เล่นมาเฟียอิตาลีในเจ้าพ่อ. เขาเป็นคนอิตาเลียนอเมริกัน. เขาไม่ใช่อิตาลี.”

“ถ้าคุณตัด Riz เปิดคุณจะพบลอนดอนภายใน” โซโลมอนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมกรุงลอนดอนกล่าวว่า “เขา จริงๆเป็นชนิดของสิ่งที่หนุ่มสาวสหราชอาณาจักรเป็นเช่น. เขาชนิดของว่องไวเขาชนิดของเจ้าเล่ห์เขาชนิดของเคลื่อนย้ายได้. เขาชนิดของการปรับ. เขาสามารถชนิดของรหัสผ่านที่ใดก็ได้.”

อาเหม็ดเป็นที่แน่นอนการปรับตัว: เขาบันทึกเพลงเป็น Riz MC เขาศึกษาการเมืองและปรัชญาที่ฟอร์ด และเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเขาเริ่มทวีตเกี่ยวกับการเยี่ยมชมผู้ขอลี้ภัยและพระราชินีในวันเดียวกัน

เขายังไม่เต็มใจอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการมีการทำงานของเขาที่กำหนดโดยเอเชียใต้พื้นหลังของชาวมุสลิมของเขา

“ความ คิดของการเป็นตัวแทนอาจจะเป็นชนิดเช่นภาษาฮิปฮอปในแง่ของการเช่น ‘representin’ ในทางที่สะท้อนกับคนที่อาจจะไม่ได้มักจะแสดง” อาเหม็ดกล่าวว่า “ผม คิดว่าเป็นแหล่งที่ดีของความภาคภูมิใจ แต่ผมคิดว่ามันจะยังเป็นแหล่งที่ดีของแห้วหรือความล้มเหลวว่าเป็นคนเพียง แต่จะสะท้อนก้องไปด้วย.”

หนังผี

วันหยุดสุดสัปดาห์กับกิจกรรมพิจารณาคุณสมบัติการถ่ายทำซีรีส์นักแสดงนักเขียนและผู้บริหารพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่พวกเขาไม่เคยได้รับเบื่อของการดู

ภาพยนตร์ที่เขียนบทผู้กำกับ Derek Cianfrance, มีสินเชื่อรวมฟิล์มสีฟ้าวาเลนไทน์และสถานที่ไกลออกไปจากไพน์ – ขณะนี้ในโรงภาพยนตร์ – สามารถดูล้านครั้งเป็น Goodfellas มาร์ตินสกอร์เซซี่
นักเขียนผู้กำกับ Derek Cianfrance

นักเขียนผู้กำกับ Derek Cianfrance
หนุ่มคริส / AP
ไฮไลท์การสัมภาษณ์

เกี่ยวกับเหตุผลที่เขารัก Goodfellas ครั้งแรกที่เขาเฝ้าดูมัน

“มันรู้สึกเหมือนภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ฉันเคยเห็น. มันมีการแสดงที่ดีที่สุด. มันมีการใช้งานที่ดีที่สุดของเพลงและดนตรีในช่วงเวลาที่ไม่มีความจริง.”

เกี่ยวกับเหตุผลที่เขาคิดว่าหนังเรื่องนี้ถูกปล้นที่รางวัลออสการ์

“คุณรู้แฟลชไปข้างหน้าเหมือนเดือนมีนาคมของปี 1991 รางวัลออสการ์, ฉันไม่สามารถเชื่อว่าเต้นรำกับหมาป่าชนะภาพที่ดีที่สุดกว่า Goodfellas. ฉันหมายความว่าจนถึงวันนี้ไม่มีใครจริงๆคิดว่าเต้นรำกับหมาป่า เป็นหนังที่ดีกว่า Goodfellas? แน่นอนฉันไม่. ”

กับสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้หมายถึงเขา

“คุณรู้ว่าเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่เป็นคนรักหนังก็หนังเพื่อหวังที่จะทำให้และฉันเพียงเพื่อขอบคุณที่สกอร์เซซี่ทำมันและมันออกมีในโลก. คุณจะรู้ว่ามันก็เหมือนเพื่อนของฉัน, คุณรู้หรือไม่ฉันสามารถดูได้และรู้สึกเหมือนฉันไปเยี่ยมเพื่อนเก่า. “

รีวิวหนัง Silver Linings Playbook

Silver Linings PlaybookSilver Linings Playbook (David O. Russell,2012) – 8.5/10

หนังโดดเด่นมากในการนำเอาเรื่องของคนที่มีอาการป่วยแบบไบโพลาร์มาเล่า ในมุมที่ว่าคนเหล่านี้ต้องเจอกับการดำรงชีวิตในสังคมที่ยากเย็นขนาดไหน และความยากลำบากที่เขาต้องเผชิญนั้นก็ไม่ได้มาจากความ เลวร้ายในกมลสันดานของตัวเขา แต่มาจากอาการทางจิตที่เขาเองไม่อาจควบคุมได้ ซึ่งถึงแม้หนังดูจะมีมุมอ่อนไหว น่าสงสาร ปานใดก็ตาม แต่ตัวหนังก็ไม่ได้เล่าเรื่องแบบบีบคั้น ตั้งหน้าตั้งตาเค้นความสงสารให้เรารู้สึกหดหู่ไปกับความน่าสงสารของคนเหล่า นี้ หากแต่หนังยังมองคนเหล่านี้เป็นมนุษย์ปกติที่ชีวิตมีเรื่องเสียดสีขำขันผ่าน เข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตัวหนังเองมีความโดดเด่นในการนำเสนอแง่มุมใหม่ๆออกมา

นอกจากนี้ตัวละครที่อยู่ในเรื่องทุกตัวยังมีความแข็งแรง ด้วยแง่มุมแบบมนุษย์ธรรมดาทั่วไปในเรื่องอันเต็มไปด้วยความไม่สมประกอบ ที่จะต้องมีตัวละครใดซักตัวที่มีความผิดเพี้ยนไม่เป็นปกติธรรมชาติ ไปจนกระทั่งทุกความต้องการของตัวละครนั้นต่างทำเพื่อตอบสนองตัวเองทั้งสิ้น ไม่มีฉากแบบพระเอก นางเอกนักเสียสละตามแบบหนังฮอลลีวูดให้เห็น ทำให้การดำเนินเรื่องนั้นมีความแข็งแรงสนับสนุนความสดใหม่ของหนังเข้าไปอีก

สิ่งที่ดูจะขัดตัวหนังเห็นจะเป็นตอนจบของเรื่องที่ตลอดเรื่องดำเนินเรื่องมา แบบจริงใจและจริงจังในเรื่องที่ตนเองกำลังเล่าอยู่ตลอดเวลา แต่พอมาถึงฉากจบกลับเป็นฉากจบแบบตามสูตรหนังฮอลลีวูดทั่วไปที่ว่านางเอกเข้า ใจผิดพระเอก วิ่งหนีออกไป พระเอกไปบอกคนรักเก่าว่าเราไปกันไม่ได้และจะกลับมาบอกรักนางเอกแต่นางเอกหนี ไปแล้วต้องออกไปตามหา พอเจอกันก็ง้อกันพองามแล้วบอกว่าเรื่องมันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดฉันรักเธอ ซึ่งนอกจะทำลายเหตุผลบางส่วนในความพยายามของตัวพระเอกแล้ว ยังทำให้เรื่องจบแบบหักล้องตลอดเรื่องไปนิดนึง

หนังน่าดูSeeking a Friend for the End of the World

ความประหลาดใจของหนังเรื่องนี้ก็คือการที่ผู้ กำกับเป็นผู้หญิงแต่เลือกเล่าเรื่องราวในมุมมองของผู้ชาย โดยผลที่ได้ก็คือมุมมองที่ละเอียดและความรู้สึกที่เปราะบางอย่างที่หาไม่เจอ ในหนังที่กำกับโดยผู้ชายทั่วๆไป โดยในหนังก่อนหน้าของผู้กำกับคนนี้อย่าง nick&norah นั้นก็มีแต่อารมณ์แบบละมุนๆนิ่งๆในเรื่องราวที่ค่อนข้างกลวงๆไม่มีอะไรจึงทำ ให้หนังเรื่องดังกล่าวไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่นัก แต่กลับหนังเรื่องนี้มีการผูกปมเรื่องความสัมพันธ์ ของตัวละครแต่ละตัวไว้อย่างดี และเหมาะสมดังนั้นเมื่อถูกนำเสนอผ่านมุมที่ละมุนและเปราะบางมันยิ่งส่งผล ขยายความรู้สึกที่เรื่องได้ปูไว้ออกมาอย่างชัดเจนและมีความน่าสนใจมากขึ้น กว่าครั้งเก่า

หนังเล่าเรื่องโลกที่กำลังจะถูกอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนในอีกสามอาทิตย์ ดังนั้นโลกทั้งโลกย่อมรู้ว่าตนเองเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ และชีวิตในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตจะเป็นอย่างไร โดยที่ตัวละครหลักๆทั้งหลายค่อนข้างมีปมกับความสัมพันธ์ โดยที่ดูจะเน้นหนักไปที่ตัวนำเรื่องฝ่ายชายซะส่วนใหญ่ ทั้งความสัมพันธ์กับพ่อ และกับภรรยา ในช่วงหนึ่งของหนังเขาเผยออกมาว่าที่แต่งงานเพราะเขากลัวว่าจะต้องตายคน เดียว เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภาวะความขาดและความกลัวของตัวละคร ที่ว่าเมื่อตัวละครขาดความรัก ความเอาใจใส่จากครอบครัว ในวันหนึ่งเขาจะกลัวกับการต้องอยู่คนเดียวและพยายามจะหาที่ยึดเหนี่ยวไม่ว่า คนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม แต่เมื่อภรรยาของเขาหนีหายไปเขาก็ได้รู้ว่าจริงๆแล้วความสัมพันธ์ที่ควรจะ เติมเต็มกันมันควรจะมีคุณค่ามากกว่านั้น

ถึงแม้ว่าตัวละครหลักจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพ่อแต่เมื่อเขาได้เห็นความ อบอุ่นจากคนรักเขาก็ได้มองเห็นตัวเองและพร้อมจะกลับไปเพื่อใช้เวลาซักเสี้ยว หนึ่งในชีวิตของเขาเพื่อพูดคุยกับพ่อดูบ้าง และโดยมีแรงผลักดันที่ว่าจะทำให้คนที่รักต้องสมหวังเป็นแรงผลักอีกประการ ดังนั้นในตอนจบเราจะได้เห็นว่าที่ตัวละคร ดอดจ์พูดว่า เราได้ช่วยชีวิตกันและกัน นั้นมันมีความหมายอย่างไร เพราะเมื่อเขาได้เจอเธอมันก็ทำให้เขาได้มองเห็นความสัมพันธ์ต่างๆรอบตัวเขา มีคุณค่าและสวยงามขึ้นมา และมันเป็นความสุขที่สุดที่จะได้ตายไปโดยที่มีคนที่เรารักและรักเราอยู่ด้วย กัน ไม่ใช่เพียงแค่การตายโดยลำพัง หรือการตายคู่กับใครซักคนที่ไม่มีความหมาย

หนังค่อนข้างเล่าเรื่องกระชับปูเรื่องราวได้ค่อนข้างดี ด้วยการปูเรื่องราว ปูมหลังของตัวละครในระดับที่เหมาะสมไม่มากน้อยเกินไป ก็ทำให้ไดนามิคของความละมุนในการแสดงของความรู้สึกของตัวละครนั้นมีความหมาย มากขึ้น และดูจะสอดรับกันเป็นอย่างดีระหว่างการแสดงและเนื้อหา โดยนอกจากการใช้นักแสดงรับภาระในการดำเนินเรื่องด้วยความรู้สึกต่างๆแล้ว สิ่งที่ช่วยสนับสนุนได้เป็นอย่างดีในการดำเนินเรื่องก็คือการนำเสนอที่ไม่ ซีเรียสจริงจังตามแบบหนังโลกแตกทั่วไป แต่กลับมาด้วยท่าทีเป็นกันเอง และผ่อนคลาย ในบางทีดูจะออกตลกร้ายซะด้วย ทำให้โทน และการนำเสนอช่วยให้ความน่าสนใจของเรื่องเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อถึงจังหวะช่วงท้ายเรื่องก็ยังคงสามารถส่งผลความหดหู่ทางอารมณ์ได้ อย่างดีด้วยท่าทีที่เฉยๆ แต่ปมดรามาติคมันทำงานด้วยตัวมันเองไม่ต้องไปทำท่าทีซีเรียสอะไร ทำให้เรารู้สึกสัมผัสถึงความเศร้าได้อย่างจริงใจไม่บีบคั้น

วิจารณ์หนัง Chinese Zodiac

Chinese Zodiac (Jackie Chan,2012) – 7.5/10

นานมาแล้วที่เราไม่ได้เห็นหนังแอคชั่นสไตล์เฉินหลงแบบเก่าๆที่มีสเน่ห์ ตลกขบขันและชวนระทึก ซึ่งซีรีส์ที่เป็นลายเซ็นในความสนุกสนานของเขานั้นหลักๆก็มี police story กับ armor of god ที่โดดเด่นจัดจ้านยากจะหาเรื่องไหนมาทำภาคต่อเทียบได้ และนี่ก็เป็นการกลับมาอีกครั้งที่แม้เพียงการเห็นตัวอย่างหนังก็พอจะคาดเดา ได้ว่าคืนวันเก่าๆแบบนั้นได้กลับมาอีกแล้ว

อย่างแรกที่ต้องกล่าวถึงการดูหนังเตะต่อยของฝั่งอ่องกงซะก่อนว่าเมื่อเราเลือกหนังมาดูไม่บ่อยนักที่เรา จะเลือกเพราะเรื่องนั้นมันมีเนื้อหาดีเยี่ยม เรื่องราวสนุกสนานสมบูรณ์แบบ แต่เรามักเลือกเพราะใครเป็นคนเล่น ใครเป็นคนกำกับซะมากกว่าเพราะนั่นคือสีสันเฉพาะตัวของแต่ละคนอันเป็น เอกลักษณ์ของหนังฮ่องกง ซึ่งแน่นอนว่าการดูหนังเฉินหลงย่อมไม่ได้หมายความว่าเราอยากจะดูว่าหนัง เรื่องนี้เล่าเรื่องยังไง เป็นมายังไงอยู่แล้ว แต่เราอยากจะเห็นความเฉพาะตัวของเฉินหลงเวลาที่อยู่บนจอหนังเสียมากกว่า ส่วนเนื้อหาจะดีไม่ดีนั้นก็ตามแต่จะได้เป็นของแถมหรือไม่

ในจุดนี้ค่อนข้างน่าประทับใจที่ถ้าหากว่าใครเป็นแฟนหนังยุคเก่าของเขาคงจะ ต้องประทับใจในการหวนกลับคืนมาสู่รูปแบบเดิมๆของเฉินหลงเอง ซึ่งคงจะต้องยอมรับโดยทั่วกันว่าดีกรีความมันส์ในยุคนี้ลดลงไปบ้างจากยุค ก่อน แต่ก็อย่างว่าสังขารก็ย่อมต้องร่วงโรยไปตามกาลเวลาบ้างอยู่แล้ว ความสนุกสะใจก็ลดลงไปตามสังขารอีกทอดหนึ่งเป็นเรื่องปกติ

ส่วนที่เป็นข้อบกพร่องอันใหญ่ที่ถึงแม้จะเป็นแฟนคลับรักเหนี่ยวแน่นมากมาย แค่ไหนก็ต้องยอมรับว่ามันมีอยู่จริงก็คือการลำดับและร้อยเรียงเรื่องที่แสน งุนงงว่าใครไปมายังไง เกี่ยวกับใครแล้วมาทำแบบนี้ทำไม และหัวนักษัตรมีกี่อันที่หาเจอแล้วอันไหนจริงอันไหนปลอม อันไหนทำไมยังไง ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าด้วยการดูเสียงพากษ์ไทยโรงที่นอกเรื่องนอกราวซะเยอะจนไม่ อาจจะจับต้นชนปลายทันหรือว่ามันโหว่จริงๆ ซึ่งความเป็นไปได้น่าจะมาจากความโหว่ของมันอยู่แล้วซะมากกว่า ทำให้การเข้าใจเรื่องราวนั้นค่อนข้างสับสนเล็กน้อย

ประเด็นของหนังจริงๆแล้วค่อนข้างน่าสนใจที่ว่าด้วยเรื่องของโบราณที่ถูกชาติ อื่นแย่งชิงไปในยุคสมัยล่าอาณานิคม ซึ่งในปัจจุบันของต่างๆเหล่านี้ก็กระจัดกระจายไปทั่วโลกโดยไม่ได้ยึดอยู่กับ ประเทศดั้งเดิมซักเท่าไหร่ จึงเป็นการตั้งคำถามและหยิบประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยการผูกเรื่องและการเล่าเรื่องทำให้ความใหม่ตรงนี้ไม่ออกมาชัดเจนเท่า ไหร่ และไม่น่าจดจำเท่าที่ควร พอจะสรุปได้ว่าในด้านเนื้อหาของหนังเรื่องนี้นั้นไม่ได้อยู่ในระดับที่คาด หวังความประทับใจได้ซักเท่าไหร่นัก

สรุปโดยรวมแล้วหนังเป็นรูปแบบเก่าๆที่คอหนังเก่าคงจะถูกใจกันมิใช่น้อย ถึงแม้จะไม่สนุกเท่าเมื่อก่อนแต่ก็ยังดีที่มีมาให้เราหายคิดถึง และได้ระลึกถึงวันเก่าๆอยู่บ้าง ถึงแม้เนื้อเรื่องจะไม่ได้ดีเด่น่าสนใจอะไร แต่สุดท้ายใครจะสนใจในเมื่อหนังเรื่องนี้เราดูกันเพียงเพราะอยากเห็นเฉินหลง ออกมาวาดลวดลายเดิมๆอีกครั้งก็เท่านั้น

Pulp Fiction

Pulp Fiction (Quentin Tarantino,1994) – 9/10

หนังเปิดเรื่องขึ้นมาที่การหยิบยกเอาความหมายของคำว่า Pulp ขึ้นมาพูด ซึ่งโดยตามเนื้อหาของหนังแล้วก็เข้าข่ายกับความหมายทั้งสองอย่างชัดเจน แต่ในทางที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นการทำหนังเรื่องนี้ที่มีการอ้างอิงรูปแบบ หรือเรื่องราวต่างๆมาจากหนังสือนิยายแนว Pulp-Fiction โดยในหนังเล่าถึงเรื่องของแก๊งสเตอร์ที่อยู่ในแอลเอ ซึ่งก็จะค่อยๆเล่าเรื่องไปทีละมุมมองของตัวละครที่เกี่ยวพันกัน โดยหนังไม่ได้เล่าเรื่องแบบตามลำดับเวลา ซึ่งในจุดนี้การเล่าเรื่องน่าจะ ถูกออกแบบมาให้เหมือนกับการพลิกอ่านหนังสือ เพราะนอกจากจะแบ่งเป็นตอนๆเหมือนให้คนดูต้องติดตามเรื่องราวของตัวละครต่างๆ เหมือนอ่านหนังสือรายเดือนแล้ว ก็ยังพบความเชื่อมโยงของเนื้อหาที่ไม่ได้ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันจากต้นไปจบ แต่สลับกันเป็นเรื่องๆให้คนดูดูไปทีละเรื่องแล้วเอามาต่อกันเอง ซึ่งในส่วนนี้ถูกจัดได้ว่าเป็นการทำให้หนังเรื่องนี้ถูกยกย่องในความโดดเด่น ในเรื่องของการเป็นหนังแบบ โพสต์โมเดิร์น

โพสต์โมเดิร์นนั้นคือยุคหลังสมัยใหม่มีที่มีจากการที่ในแนวคิดแบบโมเดิร์น นั้น ได้มีการกำหนดคุณค่าให้สิ่งต่างๆว่าอย่างไรดีไม่ดี อะไรควรทำแบบไหน จนไปถึงโครงสร้าง ในแง่ของหนังนั้นโครงสร้างนั้นได้ถูกกำหนดมาให้เล่าเรื่องแบบหนึ่งถึงสิบ เป็นแบบแผนการเล่าเรื่องเรียงลำดับทั้งเวลาและกราฟอารมณ์ที่คนทำหนังต่างๆ ต้องใช้กันมาช้านาน ซึ่งพอมาถึงแนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นนั้นก็ได้ตั้งคำถามและพยายามที่จะหักล้าง สิ่งที่โมเดิร์นสร้างเอาไว้โดยการไม่ยึดตามแบบแผนการไม่มีรูปแบบใดๆ โดยความเป็นโพสต์โมเดิร์นของหนังเรื่อง Pulp Fiction นั้นก็คือการที่หนังนั้นนำเอาการเล่าเรื่องมาละเลงให้มันกระจัดกระจายกันไป หมด โดยไม่สนใจการเรียงลำดับทั้งเวลาและกราฟอารมณ์ใดๆ ซึ่งนอกจากผลลัพธ์ที่ออกมาจะถูกผู้สร้างร้อยเรียงออกมาอย่างสวยงามแล้ว ในยุคนั้นรูปแบบแบบนี้ยังคงไม่ใช่อะไรที่นิยมกันแพร่หลายนัก หนังเรื่องนี้จึงมีความโดดเด่นในการเป็นหนังยุคแรกเริ่มในการเล่าเรื่องแบบ ไม่ได้ยึดหลักตายตัว ทำให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตามรูปแบบการเล่าเรื่อง และตัวอย่างของความเป็นโพสต์โมเดิร์นของหนังเรื่องนี้นั้นก็ยังถูกหยิบยกมา เป็นตัวอย่างในการพูดถึงได้อยู่เรื่อยๆไม่ตกสมัย

และซึ่งด้วยความที่หนังเล่าเรื่องจากตัวละครที่หลากหลายและไม่ได้มีการเรียง ลำดับเวลาทำให้มีบ้างบางกลุ่มคนที่จะรู้สึกว่าหนังดูยากและไม่เข้าใจ แต่ถ้าจะดูกันจริงๆจังๆแล้วหนังก็มีทั้งเส้นเรื่องที่เรียงลำดับเวลาอย่าง ชัดเจน และมีตัวละครนำเหมือนหนังปกติทั่วไปด้วย ซึ่งตัวละครหลักของเรื่องหรือตัวละครศูนย์กลางนั้นน่าจะเป็นตัวละคร จูลส์ โดยที่จุดที่เราจะสังเกตได้ก็คือเรื่องเปิดฉากแรกมาที่ร้านอาหาร ถึงแม้เราจะไม่เห็นตัวละครวินเซนต์และจูลส์ในตอนนี้ แต่ทั้งคู่ก็ได้อยู่ในร้านนี้ด้วยเช่นกัน เรื่องเล่าให้เห็นถึงภารกิจที่วินเซนต์และจูลส์ต้องไปทำให้กับมาร์เซลลัส จนกระทั่งตัวละครจูลส์พบกับจุดเปลี่ยนของชีวิตตนเอง และในตอนสุดท้ายของเรื่องก็กลับมาจบที่ร้านอาหารอีกครั้งโดยครั้งนี้เล่า เรื่องผ่านจูลส์เป็นหลัก เราจะได้เห็นว่าเรื่องเริ่มต้นและจบลงที่ตัวละครตัวนี้และตัวนี้ยังเป็นตัว ละครตัวเดียวที่ได้เรียนรู้หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ซึ่งนี่น่าจะเป็นเหตุผลให้จูลส์เป็นตัวละครศูนย์กลางของเรื่อง นอกจากนี้ยังมีการเรียงลำดับเวลาเรื่องราวเอาไว้แล้วด้วยคือ
1.วินเซนต์กับจูลล์
2.สถานการณ์ของบอนนี่
3.ปล้นร้านอาหารทั้ง 2 ช่วง
4.แจ็คแร็บบิท สลิม
5.นาฬิกาทอง
จะเห็นได้ว่าถ้าหากเรียงลำดับเรื่องราวดีๆแล้วเรื่องก็จะมีเส้นเรื่องที่ เกิดขึ้นไม่ได้เละเทะสลับซับซ้อนตามที่เห็นจริงๆ ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งความสนุกของหนังที่คนดูเหมือนต้องต่อจิ๊กซอว์ว่า อะไรอยู่ตรงไหน ต้องดูจากว่าตัวละครตัวไหนหายไปตอนไหน เรื่องนี้น่าจะต่อจากเรื่องไหน โดยจะเรียงได้จากว่าวินเซนต์และจูลส์เป็นตอนเริ่มเรื่องเพราะหนังยังเห็นตัว ละครทั้งสองตัวอยู่ด้วยกันดี ถัดมาก็จะพาไปสู่ตอนสถานการณ์ของบอนนี่ แล้วก็ถัดไปเป็นฉากที่ร้านอาหาร ซึ่งตรงจุดนี้ตัวละครจูลส์ได้ตัดสินใจจะเลิกทำงานนี้ ต่อจากนี้ไปเราจึงจะไม่ได้เห็นจูลส์อีก หรือจะพูดอีกทางก็คือให้สังเกตว่าตอนไหนที่ไม่มี จูลส์ นั่นก็คือเหตุการณ์ช่วงหลัง ซึ่งถัดมาก็น่าจะเป็นแจ๊คแรบบิต สลิม ที่วินเซนต์ต้องพามีย่าไปเที่ยวตามที่มาร์เซลลัสสั่งมา ซึ่งในตอนถัดไปคือนาฬิกาทองนั้นตัวละครวินเซนต์และมีย่าเจอกันในช่วงเวลา น้อยนิดในเรื่องแต่ก็ทักทายและพูดคุยกันถึงตอนที่ทั้งคู่ไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นสถานการณ์หลังสุดของเรื่อง

และถ้าหากว่าการเล่าเรื่องตามลำดับเวลาจริงๆเป็นแบบนี้แล้ว ตัวละครหลักก็มีเรื่องราวของตัวเองจบตั้งแต่ชุดสถานการณ์ต้นๆแล้ว ทำไมยังจึงต้องเล่าเรื่องของตัวละครตัวอื่นอีก เพราะก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องเล่าเรื่องของตัวละครที่ไม่ เกี่ยวพันกับตัวหลักให้ฟัง ความจำเป็นก็คือ ด้วยความที่หนังไม่ได้เล่าเรื่องตามแบบปกติ มีการสลับเรื่องราวเอาไว้ การนำเสนอของหนังจึงนำเสนอแบบเป็นขั้นเป็นตอน เช่นว่าคนดูควรรู้จักมาร์เซลลัส หนังก็เล่าตอนนาฬิกาทองก่อนที่จะไปถึงตอนร้านอาหาร หรือหนังต้องการให้รู้จักมีย่าก็เล่าเรื่องแจ๊คแรบบิต สลิมก่อน ซึ่งก็จะเห็นลำดับความสำคัญของตัวละครได้ว่า การเลือกเล่าตัวละครมีย่าก่อนเพราะมีความสำคัญกับเรื่องน้อย การเล่ามาร์เซลลัสทีหลังเพราะมาร์เซลลัสมีความสำคัญกว่า และถึงตัวละครของบุชจะถูกเล่าถึงด้วยและเป็นชุดเหตุการณ์สุดท้ายของเรื่อง ราวทั้งหมด แต่บุชก็มีความสำคัญตรงที่เข้ามาทำให้คนเห็นตัวละครมาร์เซลลัสมากขึ้น และนอกเหนือจากนั้นการเล่าเรื่องราวทั้งหมดยังคงแฝงไปด้วยลีลาที่จัดจ้านและ สุดแสบที่ในแต่ละตอนก็จะมีหัวข้อต่างๆในการพูดถึง เช่นหลงรักเมียเจ้านาย นัยของการนวดเท้า การให้อภัยของมาเฟีย และอื่นๆที่ทำให้หนังนั้นมีสไตล์เหมือนนิยายชุดที่เล่าเรื่องของแต่ละครโดย มีสาระของแต่ละตอนที่แตกต่างกัน

นอกเหนือจากความเป็นโพสต์โมเดิร์นในทางโครงสร้างแล้ว หนังยังมีมุมมองอื่นๆที่เป็นโพสต์โมเดิร์นอีกด้วย ทั้งการสร้างตัวละคร และการดำเนินเรื่อง ซึ่งในทางตัวละครก็เช่นการที่หยิบเอาตัวละครต่างๆมาทำให้เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ให้หมด เจ้าพ่อมาเฟีย มือปืน กลายเป็นคนธรรมดาๆไม่มีมาดไปทุกตัว เช่นว่า วินเซนต์กับมาร์เซลลัสนั้นเป็นมือปืนที่กำลังจะไปฆ่าคนให้มาร์เซลลัส แต่ระหว่างการไปทำภารกิจกลับพูดคุยกันเรื่องข่าวลือ การเถียงกันเรื่องนัยของการนวดเท้า หรือในส่วนอื่นๆเช่น เจ้าพ่อที่โดนผู้ชายด้วยกันจับข่มขืน นักฆ่าที่ไปเข้าห้องน้ำห้องของคนที่ตัวเองจะมาฆ่าแต่ต้องมาตายซะเอง หรือการให้ตัวละครมาปล้นร้านอาหาร โดยที่ให้เหตุผลรองรับมาเรียบร้อยว่าทำไมต้องมาปล้นที่นี่ โดยเอกลักษณ์ดังกล่าวของเรื่องนั้นทำให้ตัวละครดูมีความเป็นมนุษย์ธรรมดา และมักจะทำให้คนดูคาดไม่ถึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครเหล่านี้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ในหนังแบบเควนติน ทาแรนติโน่ ที่มักจะทำให้คนดูสนุกไปกับการถกเถียงเรื่องเล็กๆใกล้ๆตัวของตัวละคร ความสนุกในแบบที่กวนๆ หรือการติดตามตัวละครในมุมมองที่เห็นว่าเขาเหล่านั้นเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ซึ่งต่างจากหนังในยุคนั้นที่ว่าเจ้าพ่อต้องมีมาดแบบนี้ นักฆ่าต้องมีมาดแบบนี้ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของความสนุกของหนัง และยังมีความเป็นโพสต์โมเดิร์นในการที่หนังทำลายภาพลักษณ์ แบบแผนของตัวละครประเภทดังกล่าวไปจนหมดสิ้น

ในส่วนของการดำเนินเรื่องนั้นก็จะเป็นไปด้วยสถานการณ์สุดประหลาดที่เราไม่ คาดคิดว่าจะเจอ เช่นว่าโจรมาปล้นร้านอาหาร ซึ่งโดยปกติตามหนังตัวละครมักจะปล้นแบงค์ ร้านเหล้า ตามที่ตัวละครบอกแต่กลับมาปล้นที่ร้านอาหาร หรือการที่ตัวละครจูลส์บอกว่าก่อนหน้านี้ท่องพระคัมภีร์ให้ฟังก่อนจะฆ่าใคร เพราะรู้สึกว่ามันเท่ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันมีความหมายจริงๆทำให้เขาต้องการที่จะเปลี่ยนชีวิต ตัวเอง การไปเข้าส้วมแล้วโดนฆ่าตายของวินเซนต์ หรือการโดนผู้ชายข่มขืนของมาร์เซลลัสที่ทำให้เขาให้อภัยบุชที่หักหลังเขาได้ หรือการที่วินเซนต์ไปแอบหลงรักเมียเจ้านายแต่แทนที่จะลงเอยด้วยทั้งคู่มี สัมพันธ์ลึกซึ้งที่ต้องคอยปกปิดกัน เรื่องที่ทำให้ต้องปกปิดกลับเป็นการเสพยาจนเกือบตายของฝ่ายหญิง ซึ่งในส่วนนี้ค่อนข้างมีความสัมพันธ์กับการสร้างตัวละครเพราะตัวละครเองก็ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินเรื่องราว ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นการนำเสนอสิ่งที่แปลกแหวกแนวจากที่หนังแนวนี้ปกติทั่วไป ทำกัน

นอกเหนือจากความโดดเด่นในเรื่องของบทหนังแล้ว ในส่วนอื่นๆของหนังเรื่องนี้จัดว่ายังไม่อยู่ในระดับที่จัดจ้านเท่าไหร่นัก สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากหนังเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆของเควนตินก็คือ ตัวบทภาพยนตร์นั้นมักจะมีความจัดจ้านในรูปแบบและการดำเนินเรื่องมากๆ ซึ่งคุณค่าความดีทั้งหมดของตัวหนังก็อยู่ในการเล่าเรื่องนั้น โดยในส่วนประกอบอื่นๆก็ไม่ได้มีความโดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่การกำกับของเควนตินก็ยังอยู่ในระดับที่เรียกว่าช่วยสนับสนุนตัวบทหนังให้ ออกมาเป็นภาพได้อย่างดี โดยเฉพาะจังหวะต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างมีขั้นมีตอน และทำให้เราลุ้นหรือรู้สึกตามไปกับที่ผู้สร้างต้องการได้อยู่เรื่อยๆ และในหนึ่งความเก๋ของหนังของเควนตินก็คือการที่ตัวหนังมีแหล่งอ้างอิงอยู่ มากมายหลากหลายเต็มเรื่องไปหมด ในครั้งที่ตัวเควนตินเองยังเป็นวัยรุ่นนั้นเขาไปทำงานที่ร้านเช่าวีดีโอแล้ว ก็ได้ดูหนังเก่าๆแปลกๆหรือหนังหาดูยากๆมากมายทำให้หนังของเขาทุกเรื่องมักจะ มีการอ้างอิงถึงหนังเรื่องอื่นๆอยู่ตลอด ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องนี้ แต่ในหนังเรื่องนี้นั้นระดับการอ้างอิงนั้นยังคงอยู่ในระดับที่เป็นภาพรวมซะ ส่วนมากไม่ได้เจาะลึกลงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นว่าอ้างอิงหนังแนวปล้น หนังแนวมาเฟียและหนังแนวมือปืน และมีการแสดงของตัวละครบางตัวที่โผล่เข้ามาแบบอ้างอิงโดยเฉพาะ เช่น Christopher Walken ที่มารับบทเป็นทหารเพื่อนพ่อของบุช โดยในส่วนนี้เหมือนหนังจงใจเอา Walken มาเล่นเพราะเขาเคยโด่งดังมาจากหนังเรื่อง The Deer Hunter ที่เขาร่วมแสดงนำ ซึ่งในหนังเรื่องนี้ก็มีบริบทที่คล้ายๆกันก็คือ ทหารและสงครามเวียดนาม หรือการปรากฏตัวของ Harvey Kaitel ที่ดูแล้วเหมือนเป็นสุดยอดสายลับ นักวางแผนทั้งยังหรูเนี้ยบเท่ตลอดเวลา ซึ่งนี่ก็มาจากความชื่นชอบในตัว Kaitel ของเควนตินเองด้วยแล้ว และคาแรคเตอร์ที่ Kaitel ได้รับนั้นก็เป็นบทบาทที่อ้างอิงมาจากตัวละคร The Cleaner หรือคนเก็บกวาด ในเรื่อง Point of No Return ที่ออกฉายเมื่อปี 1993 นอกจากนี้ยังมีการใช้องค์ประกอบที่เรียกว่า Macguffin ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำกับชั้นครูอย่าง Alfred Hitchcock ชอบใช้พูดถึงการสร้างเรื่องราวและความตื่นเต้นระทึกในเรื่อง ซึ่ง Macguffin นั้นจำกัดความได้ว่าสิ่งซึ่งเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพราะของชิ้นนี้ ซึ่งด้วยความที่คนดูไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วมันมีความสำคัญถึงขั้นทำให้เรื่องเกิดมันจึงสามารถสร้างความลุ้นระทึก ช่วยดึงความอยากรู้อยากเห็นของคนดูได้อย่างดี ซึ่งในเรื่องนี้องค์ประกอบแบบ Macguffin ก็คือ กระเป๋าใบที่วินเซนต์และจูลส์ต้องไปเอามาคืนให้กับมาร์เซลลัส ที่ทุกครั้งที่กล่องเปิดออกจะมีแสงสีทองส่องออกมาและตัวละครจะต้องตกตะลึง งึงงันเล็กน้อยเมื่อเห็นมันแต่คนดูจะไม่ได้เห็นว่ามันคืออะไร ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ใช้ในการอ้างอิงถึงการผูกเรื่องราวตามแบบ ผู้กำกับยุคเก่าที่นิยมใช้การผูกเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ไม่ถึงกับเด่นชัดมากแต่ก็มีความโดดเด่นอยู่ก็คือการออก แบบภาพของหนังที่มักจะมีจังหวะเข้าไปสอดรับกับการเกิดจังหวะพลิกเรื่องได้ อย่างดีในบ่อยครั้ง เช่นว่าเมื่อจังหวะที่ บุชกำลังหานาฬิกากล้องก็มีการเคลื่อนเข้าหาบุชอย่างช้าๆ จากตอนแรกที่เห็นภาพกว้างเป็นเฟรมที่เห็นทั้งห้องเมื่อจังหวะที่บุชระ เบิดอารมณ์เฟรมก็เหลือแต่บุชคนเดียวที่เราเห็น ซึ่งจังหวะในช่วงนี้ทำให้เราเห็นถึงการกำลังจะเกิดเรื่องราวอะไรซักอย่างกับ ตัวละครทำให้เราลุ้นและติดตามกับหนังไปด้วย หรือฉากที่บุชจะเข้าไปช่วยมาร์เซลลัสที่ถูกจับไปทรมานในห้องนั้นภาพก็ทำให้ เราลุ้นได้อย่างดีว่ามีอะไรอยู่หลังประตู กำลังเกิดอะไรขึ้น จะเข้าไปดีหรือไม่ หรือในตอนก่อนที่บุชจะหนีแล้วตัดสินใจกลับไปช่วยมาร์เซลลัสกล้องก็แค่ เคลื่อนเข้าหาบุชช้าๆในชังหวะที่บุชยืนคิด ช่วยเน้นย้ำให้เห็นถึงความคิดบางอย่างที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาตัดสินใจออกมา อย่างชัดเจน และอย่างจังหวะที่บุชกลับมาที่บ้านมาเอานาฬิกาแล้วหันไปเจอปืนอยู่ก็สร้าง ความรู้สึกระทึกชวนติดตามได้

Balcony

Theater as a reflection of society through a series of presentations in my search on. In the beginning, we would not know right away that this is a play on the story of my search progresses, and as I was searching the chase sequence to start.
The point is that if you did not catch. Or did not understand the character before I could search for it on the same abyss unambiguously described the character of a brothel where everyone has a role. With a script by itself whether it wants to be someone else in this world. The theater also presents a graphic representation of each character to the laundry room. Then he broke into the conflict of the story in the Revolt of the power struggle between. At this point, we see a reflection of the society is. Conflict with the symbol. Such that if these elites do not regent or authority would not be able to maintain and preserve the victory for the state and its elites. And the people did as well I have created a strong public tender for stirring up the people to rise up. By the end, it is only these individuals. Who was appointed to. Not anything super extravagant than the common man since birth. Which may be seen as a form of status symbol or as we see it today in a lot of nonsense and do not exist at all. And, as the author may have intended to use a character instead of a regime that is both absurd. Noble or aristocratic ruling class makes the assumption that the representation of religion. General representation of the strength of the opposition forces visual representation of the power of judges and magistrates. Regulatory system. The generator came up with the substantive issues and not to take a hint.

In another part of the human drama, it’s the crud that. Humans always wanted to be somebody. Requirements for acceptance and power always. The obvious is to give each character to play as I would like to respond to the negative side of the dirt itself. The issue is linked to the first, then it was taken to be associated with the sensuality and passion. The images show the human side of the bad passions of humanity. We will not let anyone to see us cover in the state. But deep in my heart we had to seek acceptance and power always does not leave even an ordinary person who wants to be someone to meet the requirements of this section. Or even those who held power in the state, but I would like to acknowledge the self-esteem than the other is up to. As can be seen from the highest point ผb.tr. character he wants, he has become a model for others who want to be a dream. Even if they agree to have died away.

Play such a critical regime symbols. Social status and negative aspects of the human mind, since that is clearly a need to have that status symbol among the people here. To the quest for power and recognition that all humans, we first of all is that I created it in ignorance and passion, it is to be resurfaced. A cycle shop in the backyard of the human society. Our passion is not glued to withdraw it.

Presenting a bold presentation at the end is that it highlights the ridiculous and the quintessence of humanity as well. The whole process is so strong that it is less stressful and emotional at the end, we feel the absurdity of the human unconscious is not that we do not care what any of it. material. Or elevate the mind of any of us, but we also have a goal of some of life’s potential, but we would not disclose it because we feel that it is embarrassing and worse than you. will speak out. But we shall see that we really do not care. I did not do anything except what we ourselves want it now.