เส้นเรื่อง

now browsing by tag

 
 

วิจารณ์ละครละครเวที ดั๊บ บ้า ดั๊บ ดั๊บ

ดั๊บ บ้า ดั๊บ ดั๊บ (ภารดร เวศอุรัย/ยิ่งศิวัช ยมลยง/บรรพต วุฑฒิ ปรีชา/ปราโมทย์ แสงศร,2013) – A+

การพากษ์หนังสดครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องปกติของยุคสมัยที่ในประเทศไทยนั้นยัง เต็มไปด้วยการฉายหนังกางแปลง ที่จะพกพาเพียงม้วนฟิล์มไปฉายและนักพากษ์ก็จะไปนั่งพากษ์กันให้เราฟัง ซึ่งรสชาติ เนื้อหาความสนุกที่ได้ก้อยู่ที่ความจัดจ้าน น้ำเสียงของผู้พากษ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ครั้นเมื่อชีวิตดำเนินมาจนถึงปัจจุบันการพากษ์หนังสดนั้นไม่สามารถพบเห็นได้ โดยง่ายและทั่วไปดั่งเช่นแต่ก่อนแล้ว วัฒนธรรมของการแปลก็ถูกนำมาใช้ใหม่ในรูปแบบที่แปลกแตกต่างออกไปอันสามารถทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ที่เปลี่ยนไป และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลง

ในสิ่งแรงนั้นคือเราย่อมรับรู้และเข้าใจแต่แรกแล้วว่าการพากษ์หนังสดในครั้ง นี้หาใช่เพียงเอาหนังมาเรื่องหนึ่งและพากษ์ตามบทตามเรื่องราวให้เราได้ฟัง กัน เพราะนั่นมันก็พ้นยุคสมัยแบบนั้นมาแล้ว และเราก็คาดหวังได้ว่ามันจะกลายเป็นงานที่หยิบจับสิ่งต่างๆมาชนกันมากมาย เพราะในทุกวันนี้การจะหยิบหนังมาพากษ์สดนั้นดูจะเป็นร่างยากเสียยิ่งกว่าการ ดูหนังในฟิล์มเสียอีก และเนื่องด้วยความเป็นเช่นนี้ทำให้ความสนุกสนานหรืออรรถรสที่เราได้รับกลับ มาไม่ได้อยู่ที่ความแม่นยำและถูกต้อง แต่กลับอยู่ที่ความไม่พอดี และการเหนือความคาดหมายซึ่งเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับความสดนั้นๆ จังหวะหนึ่งที่จะเห็นได้ชัดเมื่อเวลาที่ผู้ชมทุกคนเกิดความสนุกสนานนั้น เป็นผลมาจากการพากษ์ตรงจังหวะ หรือจังหวะที่เหมาะสมพอดิบพอดี เนื่องด้วยว่าความคาดหวังของเราๆนั้นหวังจะได้ไปพบเจอแต่ความไม่มีแบบแผนและ ไม่เป็นระเบียบ ความสมบูรณ์เลยกลายเป็นเรื่องขบขันขึ้นมาเมื่อมันเกิดขึ้น ต่างจากขนบดั้งเดิมของการพากษ์สดที่มุ่งหวังความสนุกสนานตามเนื้อหาบทบาท เรื่องราวอย่างจริงจัง

และยิ่งเมื่อการนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวที่ซ้อนทับกับปัจจุบัน แต่ใช้หนังโบราณมาตัดต่อเล่าเรื่องก็ก่อให้เกิดความสนุกอันเป็นรูปแบบเฉพาะ ที่มีผลทางการเสียดสีอย่างจริงจังและรุนแรงขึ้นมา เนื่องด้วยเราจะเห็นว่าการตัดต่อและสร้างเรื่องราวนั้นๆไม่ได้เกิดจากสิ่ง ที่เป็นบริบทในสังคมที่บังเอิญไปโผล่ออยู่ในหนัง แต่เป็นการจงใจพูดถึงด้วยท่าทีที่เล่นทีจริง ที่มาผสมกับความไม่สมบูรณ์ตั้งใจ ก็กลายเป็นสามารถส่งผลเสียดสีได้อย่างดีและสนุกสนาน

กระนั้นอย่างไรก็ดี ในยุคที่หนังพากษ์สดไม่ได้หาดูได้ง่ายๆ และถึงแม้การพากษ์สดครั้งนี้จะไม่ใช่การเอาแต่ตัวหนังมาพากษ์ แต่มันก็สามารถสื่อสารอะไรบางอย่างออกมาได้อย่างดี และสามารถสะท้อนวัฒนธรรมต่างๆของหนังที่มันเปลี่ยนแปลงไปได้

หนังที่น่าจดจำ Amour

Amour Amour (Michael Haneke,2012) – 8/10

ความรักเป็นอย่างไร อาจจะเป็นหนึ่งในคำถามอมตะโลกแตกที่มนุษย์พึงจะถามกันได้ หนังเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องอยู่บนพื้นฐานของคำถามนี้เช่นกัน ความแข็งแรงในการเล่าเรื่องส่วนหนึ่งมาจากวิกฤตวัยชรา และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากการเล่าเรื่องผ่านวัยชราเอง ส่วนที่เล่าเรื่องผ่านวัยชรานั้นให้ความรู้สึกมั่นคง แน่นอนและไม่โลเล และเราค่อนข้างมั่นใจได้ว่าความรักของสองคนนี้ค่อนข้างมั่นคงและอยู่ตัวมาก พอที่จะดำเนินมาถึงวัยนี้ได้ ทำให้เราไม่น่าจะตั้งคำถามกับความรักของทั้งสองฝ่ายได้ และการมาถึงของวิกฤตวัยชราก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ชะตากรรมของตัวละครต้องเจอกับเร่องเลวร้ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หนังใช้ภาพนิ่งๆเรียบๆ เล่าเรื่องให้เห็นถึงความนิ่งเฉื่อยแช่มช้าของตัวละครนำและชีวิตในแต่ละวัน ที่ดำเนินไปอย่างง่ายๆ และเริ่มโยนปัญหาเข้าใส่ชีวิตของตัวละครทั้งสอง อันเกี่ยวเนื่องด้วยคำว่าความรัก หนังนำเสนอให้เห็นการดูแลของฝ่ายชายที่ช่วยเหลือฝ่ายหญิงอย่างไม่ย่อท้อ ซึ่งอาจจะตอบคำถามคำว่าความรักของใครหลายๆคนได้อย่างไม่ต้องสงสัยสืบเนื่อง แต่เมื่อปัญหาเริ่มซึมลึกมากขึ้นเรื่อยๆคำถามนี้ก็ถูกถามอีกครั้ง จนเด่นชัดขึ้นเมื่อฝ่ายหญิงร้องขอว่าให้ปล่อยให้ตนจากโลกนี้ไปเถอะ จนในที่สุดเมื่อปัญหาและความน่าเวทนาของอาการอยู่ในขั้นขีดสุด การดำรงชีวิตต่อไปอาจจะไม่ใช่เรื่องดีแล้ว การลงมือกระทำการฆ่าอีกฝ่ายด้วยตนเองอาจจะดีซะกว่า กระนั้นก็เพราะทำไปด้วยความรัก แล้วคำตอบของคำจำกัดความคำว่าความรักท้ายสุดแล้วมันอยู่ตรงไหนกัน

ส่วนที่เด่นอีกส่วนหนึ่งคงเป็นการให้สัญลักษณ์ในเรื่องของนก ที่ครั้งแรกเราเห็นนกเข้ามาในบ้านแต่ฝ่ายชายก็ปล่อยมันกลับออกไป ครั้งที่สองเมื่อมันเข้ามาเราเห็นเขาเปลี่ยนทีท่าเป็นมาจับนกแทน ซึ่งถึงแม้เขาจะอธิบายในจดหมายตอนท้ายว่าเขาปล่อยไป มันก็กลับกลายเป็นความไม่ชัดเจนว่า ปล่อย ในความหมายนี้คือการฆาตกรรมผู้ที่ตกอยู่ในวังวนไม่อาจหาทางออกได้เหมือนกับ ที่กระทำกับภรรยาหรือไม่ เพราะด้วยท่าทีแล้วไม่น่าจะเป็นการจบไปปล่อยดังคำว่า แต่เราก็ไม่อาจจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

สุดท้ายหนังเป็นภาพแทนในการมองชีวิตผ่ารการให้เห็นความหมายของคำว่ารักอัน ด้วยว่ามันไม่อาจจะตัดสินหรือให้ความหมายใดๆได้อย่างชัดเจน โดยที่ไม่พยายามบีบคั้นความรู้สึกหรือพยายามทำให้เราต้องตั้งคำถามเชิง ศีลธรรมกับเรื่องทั้งหมดเท่าไหร่นัก

วิจารณ์หนังเรื่อง The Bourne Legacy

บอร์น เลกาซี่ เป็นเหมือนดั่งสมบัติที่บอร์นทิ้งเอาไว้ให้กับคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบ รัฐบาลๆคล้ายๆกับตนเอง โดยภาคนี้หนังเล่าเรื่องของ แอรอน ครอสส์ ตลอดเรื่องไม่ได้มีเจสัน บอร์นมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่อาจจะเห็นได้ว่าหนังมีการพูดถึงเจสัน บอร์นอยู่เป็นระยะๆ โดยแสดงระยะเวลาที่คาบเกี่ยวกันกับเรื่องบอร์นไตรภาค คำถามสำคัญคือ มันจำเป็นต้องมีการเล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้อีกครั้งด้วยหรือ? และอะไรที่น่าสนใจในโลกของบอร์นอีก?

แอรอน ครอสส์เป็นสายลับ ในโครงการเอาต์คัมที่ถูกรัฐสั่งเก็บกวาดโครงการ แต่ตัวเองดันรอดออกมาได้คนเดียว โดยหนังก็มุ่งเป้าไปที่การเอาชีวิตรอดของครอสส์ ซึ่งมีฉากแอคชั่นเตะต่อยบ้าง ไล่ล่าบ้าง ดวลปืนบ้างมาผสมๆกันตามสไตล์หนังแอคชั่น และคำถามสำคัญระหว่างดูอีกก็คือเราจะอยากดูฉากแบบนี้อีกทำไม ถ้าโครงเรื่องมันไม่แข็งแรงพอ ในตอนเจสัน บอร์นมันมีเส้นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตาม การเดินทางของตัวละครที่น่าสนใจและน่าค้นหา การดำเนินเรื่องเป็นแก่นหลักของการติดตามเรื่องและความสนุก ฉากแอคชั่นเสริมเข้ามาเป็นรสชาติประกอบให้ตัวหนังจัดจ้านมากขึ้นทำให้หนังมี สเน่ห์และครบรสในตัวมันเอง และด้วยความที่เป็นการเปิดมิติของหนังสายลับ เจ้าหน้าที่พิเศษแนวใหม่มันจึงไม่ยากที่เราจะจดจำและสนุกไปกับมัน

แต่บอร์นภาคนี้กลับมาด้วยสไตล์เดิมแบบบอร์นนั่นแหละ แต่เป็นบอร์นที่ทิ้งแม่แบบให้คนอื่นนำไปใช้ต่อจนแทบไม่เหลือความตื่นเต้น แปลกใหม่ใดๆอีกแล้ว และยังกลับมาพร้อมเรื่องราว การดำเนินเรื่องที่ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อเรื่องและแอคชั่นไม่ไปด้วยกัน จนไม่อาจจะกลับมาประกาศตัวได้ว่านี่แหละคือเจ้าตำหรับหนังแอคชั่นยุคใหม่ เรื่องหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าฉากแอคชั่นนั้นทำมาได้อย่างสนุกสนานในระดับที่ไม่ผิดหวัง และการดำเนินเรื่องก็เป็นเหตุเป็นผลและเป็นลำดับได้อย่างดี เพียงแค่มันไม่น่าสนใจเท่านั้น โดยหนังอาจจะเล่นกับแง่มุมความรู้สึกเชิงลึกของตัวละครก็ได้แต่ก็ไม่ได้มี อะไรมากไปว่าเอาตัวรอด และแอคชั่น

สิ่งที่น่าสนใจกลับอยู่ในบริบทแวดล้อมของหนังที่ผู้สร้างอาจจะจงใจใช้หรือ ไม่จงใจก็ตาม ก็คือการมองระบบอำนาจของรัฐ ที่กำลังพูดถึงการก้าวสู่อำนาจต่างๆ การทำให้มนุษย์เป็นเพียงวัตถุไม่ใช่คนอีกต่อไป สร้างขึ้นมา กำจัดทิ้งตามแต่ประสงค์ของรัฐจะเป็นไป หรืออำนาจของรัฐในการแทรกแซงชีวิตประจำวันต่างๆของเราทุกคนที่เข้าถึงได้ อย่างเพียงง่ายดาย บางทีเหล่าสายลับในโครงการต่างๆอาจจะเป็นภาพแทนของประชาชนเหล่าบุคคลทั่วไป ที่ต้องมารับผลจากการกระทำของรัฐ และเขาเหล่านั้นก็เป็นภาพแทนของการต่อสู้เพื่อปลดตัวเองให้หลุดพ้นจากระบอบ ดังกล่าว และคงจะดีถ้าบอร์นในภาคนี้สามารถขับประเด็นที่เข้มข้นเหล่านี้ออกมาให้ได้ ชัดเจนกว่านี้

1911 Revolution

1911 Revolution (Li Zhang/Jackie Chan,2011) – 6/10

ในยุคหลังๆมานี้จะเห็นได้ว่าทางฟากฝั่งหนังจีนนั้นมีการทำหนังที่อ้างอิง ประวัติศาสตร์มากมายออกมาถ้วนหน้า ตั้งแต่มังกรสร้างชาติไปจนถึงจุดกำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งโดยส่วนมากนั้นมักจะมาจากจีนแผ่นดิน ใหญ่ ซึ่งในครั้งนี้เองฮ่องกงก็ไม่ยอมน้อยหน้าด้วยการเล่าถึงประวัติการสร้างชาติ ของฝั่งรัฐบุรุษของตนเองบ้าง นั่นคือ ดร.ซุน ยัดเซ็น สิ่งที่จะเห็นได้ว่าความคิดหรือทัศนคติในการสร้างประวัติศาสตร์ของทั้งสอง ชาติจะต่างกันด้วยทัศนคติและระบอบการปกครองที่แตกต่างกันของทั้งสองฟากฝั่ง แม้จะเป็นจีนด้วยกันก็ตาม

ความล้มเหลวของหนังประวัติศาสตร์สร้างชาติเรื่องก่อนๆก็คือการพยายามยัด เยียดชุดข้อมูลและบุคคลต่างๆเข้ามาอยู่ในหนังให้หมด ซึ่งในความเป็นหนังแล้วนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะย่อยประวัติศาสตร์ที่ มีเนื้อหาเป็นร้อยๆหน้าให้มาอยู่ในหนังเรื่องเดียวได้อย่างครบถ้วนและ สมบูรณ์แบบ ซึ่งกับหนังเรื่องนี้เองก็เช่นกัน แต่อย่างน้อยในระดับของการนำเสนอผ่านสายตาตัวละครหลักยังดีที่มีทิศทาง มากกว่าที่เคยมีมาบ้างหน่อย โดยที่ตัวหนังพยายามจะเล่าเรื่องให้ครบทุกมุมแต่ก็ยังคงมีการยึดตัวละครหลัก ในการดำเนินเรื่องเอาไว้อยู่บ้าง

ข้อเสียที่มีถัดมาก็คงเป็นหนังทำนองเดียวกันในเรื่องอื่นๆ ที่ว่ามีการนำเสนอตัวละครออกมามากจนเกินไป จนกลายเป็นว่าเมื่อเราดูทำให้สมาธิในการจับจ้องการมาของตัวละครและพยายามหา ความสำคัญของการมีอยู่ของตัวละครอย่างจดจ่อ โดยที่ในความเป็นจริงแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยเพราะ ใครจะไปจำหน้าของตัวละครที่โผล่หน้าออกมาสองวินาทีครึ่งพร้อมกับหน้ามุมทแยง ข้าง และคำแนะนำตัวที่เร็วไวแสงขนาดนั้นได้ จึงนอกจากเรื่องจะรกรุงรังแล้ว คนดูยังต้องไปสนใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ตลอด

แต่นอกเหนือจากข้อเสียที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ที่เหลือหนังก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดีในแง่ของความตรึงเดรียด และการให้มุมมองความเป็นมนุษย์ของราชวงศ์ชิง ที่มีมิติของความหวาดกลัว ความกลัวเสียอำนาจอยู่ตลอดทั้งเรื่อง นับเป็นข้อดีที่หนังนำเสนอออกมาอย่างมีมิติและตึงเดรียดได้อย่างเหมาะสม แต่อีกอย่างหนึ่งเฉกเช่นกับหนังประวัติศาสตร์ทั่วๆไปคือ ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์พื้นหลังอยู่บ้างมิเช่นนั้นก็จะทำให้ตาม เรื่องยาก ซึ่งในแง่ของการนำเสนอแล้วควรจะนำเสนอให้คนที่ไม่รู้ก็สามารถดูได้อย่างเข้า ใจ ด้วยวิธีการอธิบายที่เหมาะสม

วิจารณ์หนังThe Losers

The Losers (Sylvain White,2010) – 7/10

หนังที่เนื้อเรื่องก็งั้นๆ การผูกปมเรื่องก็งั้นๆ แต่การเล่าเรื่องทางด้านภาพนั้นมันช่างมันสะใจสุดยอดเหลือหลาย หนังหยิบเอาเนื้อเรื่องเดิมๆมาทำซ้ำๆ ตัวละครแบบเดิมๆมาทำซ้ำๆอีกครั้ง และที่แย่คือการเล่าเรื่องที่ดูกระอักกระอ่วนเดี๋ยวจะให้ไปยังงั้น ยังงี้ หรือตัวละครคู่ตรงข้ามที่ก็ดูตลกแบบแปลกๆไม่น่าจะมีพิษภัยอะไรเลยด้วยซ้ำ

แต่ส่วนที่สนุกสุดๆของหนังก็คือการเล่าเรื่องด้วยภาพที่มีลีลาจัดจ้าน โดดเด่นมาก แค่การย้ายสถานที่หนังก็เปิดสถานที่แต่ละเมืองออกมาอย่างน่าสนใจแล้ว การใช้ภาพช่วยเล่าเรื่องในเชิงแอคชั่นนั้นยิ่งสนับสนุนตัวเรื่องเป็นอย่างดี

โดยรวมๆตัวหนังค่อนข้างงั้นๆ ธรรมดาๆ แต่เพราะความโดดเด่นของภาพที่สนุกสนานเก๋ไก๋ทำให้ความสนุกของหนังเรื่องนี้ อยู่ในระดับที่เอ็นจอยเป็นอย่างมาก แต่ถ้าจะมองกันโดยเนื้อแท้แล้วหนังก็ยังเหนาะแหยะไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็น เรื่องเป็นราวเทม่าไหร่นัก

หนังน่าดู

หนังที่ดูจะออกแนวผจญภัยนิดๆ สิ่งลี้ลับหน่อยๆ ผิวเผินดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ในเวอร์ชั่นผู้หญิง ของประเทศฝรั่งเศษ ที่แรกเริ่มก็ดูเหมือนจะพอมีเนื้อหาสาระและความสนุกอยู่บ้าง แต่ไปๆมาๆก็กลับน่าผิดหวังเป็นอย่างสูง

หนังเปิดเรื่องด้วยวิธีการเชื่อมโยงตัวละครต่างๆเข้ามาหากันอย่างจัดจ้าน ประหนึ่งเหมือนว่าเป็นหนังของกาย ริชชี่ ที่พอดูไปซักพักจะเห็นถึงความไม่เชื่อมโยงกันของตัวละครต่างๆ จริงอย

ู่ที่ เส้นเรื่องทั้งหมดของเรื่องของแต่ละตัวละครจะมีความคาบเกี่ยวเกี่ยวพันกัน อยู่บ้าง แต่ในความคาบเกี่ยวนั้นๆมันแทบจะไม่คาบเกี่ยวกันเลย ตัวละครไม่มีความสัมพันธ์ใดๆต่อกันและไม่ได้ส่งผลต่อกันและกันแต่อย่างใด ลีลาในตอนต้นที่หนังหยิบยกมาใช้จึงดูฉูดฉาดเกินตัวไปพอสมควร ซึ่งดูจะเหมือนเป็นเค้าลางเบาๆว่าหนังเรื่องนี้ความเกี่ยวแน่นของเนื้อ เรื่องมันจะบอบบางถึงเพียงใดเมื่อเรื่องเปิดตัวละครเอกของเรื่อง ก็อยู่ในการเปิดตัวละครที่ช้ามาก และเมื่อเราดูไปซักพักก็จะพบว่าเส้นเรื่องของตัวละครหลักนั้นไม่ได้ไปเกี่ยว อะไรกับเส้นเรื่องที่หนังปูมาก่อนกน้าเลย เมื่อเรื่องดำเนินไปลึกขึ้นเรื่อยๆเราก็เห็นความแยกส่วนของเนื้อหาชัดขึ้นๆ จนหนังเรื่องนี้ดูจะกลายมาเป็นการผสมผสานองค์ประกอบต่างๆจนดูเละเทะไปหมดขาด การจัดระเบียบ หรือเรียบเรียงเรื่องราวให้ดี นอกจากนี้ความเข้มข้นของเรื่องก็กลายเป็นอยู่ในระดับต่ำตมเพราะมันเละเทะไป หมด หนังพอจะดูเพลินๆได้บ้างด้วยสีสันของนักแสดงและมุกตลกแห้งๆของหนังก็ไม่ถึง ขั้นเลวร้ายมากนัก แต่ถ้าคาดหวังความสนุกเข้มข้นมากกว่านั้นเรื่องนี้จัดได้ว่านำพาไปสู่จุดที่ ล้มเหลวอย่างแท้จริง