หนังตลก

now browsing by tag

 
 

จับตานักแสดงหน้าใหม่

“เธอ ชอบที่จะทราบรายละเอียดที่อยู่เบื้องหลังการเลือกทำให้เธอเป็นนักแสดงทุก. ฉันไม่ทราบว่านี้เกี่ยวกับตัวเธอ. ฉันไม่รู้จักเธอเป็นการส่วนตัว แต่ฉันเพียงแค่การจัดเรียงของการบำบัดแบบนี้จากเธอจากเพียงเฝ้ามองเธอสังเกต เธอ สังคม. และฉันคิดว่าถ้าฉันจะได้รับเคอร์รีในการจัดเรียงของให้ความสนุกสนานจากนี้ A-type ในอุดมคติที่ผมเชื่อว่าเธอจะมีแล้วที่จะเป็นเกรซน่ารัก Peeples. เพราะเธอจะต้องมีความสูงที่ประสบความสำเร็จ. คุณต้องรู้สึก เหมือน กับว่าเธอ [ตัวละครของวอชิงตัน Peeples เกรซ] จะมุ่งมั่นที่จะอยู่ในระดับที่พ่อของเธอในแง่ของความสำเร็จและความสำเร็จ. และฉันแค่คิดว่าเคอร์รี่สามารถดึงที่ปิดอย่างสมบูรณ์แบบถ้าเธอจะทำให้ความ สนุกของมัน. และเธอเป็นมากกว่าเกมที่จะมีการ สนุก. ”

เมื่อมนุษย์จริงที่เป็นแรงบันดาลใจของตัวละคร Peeples ผู้พิพากษาเฝอ

“เขา ไม่ใช่พ่อของฉัน แต่เขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากพ่อของแอฟริกันอเมริกันที่มีประสิทธิภาพ มากคนในครอบครัวสามีของฉันและเป็นที่รับประทานอาหารค่ำกับเพื่อน -. มันไม่ได้แม้แต่คนที่ผมกำลังคบ แต่เขาคิดว่าเป็นคนที่ผม กำลัง คบ. และมื้อค่ำตลอดทั้งเขาจะกระซิบในหูของฉันเกี่ยวกับเหตุผลที่สมาชิกผู้นี้จึง ไม่เหมาะสมสำหรับผมที่จะได้อยู่กับ. และฉันคิดเพียงแค่จำไว้ว่านี่จะเป็นพ่อที่เลวร้ายที่สุดเพื่อนำมาบ้านคนที่ ‘ ”

 

Tina กอร์ดอนซิสม์เริ่มอาชีพของเธอเป็นเด็กฝึกงานในแผนกการเขียนที่โชว์คอส เธอเดินไปเขียนภาพยนตร์ Drumline และแอตแลนต้า ตอนนี้เธอจะทำให้การกำกับเรื่องแรกของเธอกับ Peeples คุณลักษณะตลกใหม่ ฟิล์มดาวเครกโรบินสัน (สำนักงาน) ในขณะที่เวดวอล์คเกอร์, แฟนเก่าแก่ของ Peeples เกรซเล่นโดยเคอร์รี่วอชิงตัน เวดเกิดปัญหาครอบครัวของเกรซหรูใน Hamptons เพียงเพื่อจะพบว่าเธอไม่เคยแม้แต่บอกพวกเขาว่าเขามีตัวตน

เมื่อทำลายรูปแบบของละครหลากหลายเชื้อชาติและคอเมดี้แยก

“นัก แสดงแอฟริกันอเมริกันที่ได้รับในสาขาภาพยนตร์ที่มีความตลกมาก แต่พวกเขาอาจจะไม่ได้มีบทบาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุด – คุณรู้ว่าเครก (โรบินสัน) ในสำนักงาน – สับที่ตลกขบขันของพวกเขาสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นเรื่องตลกก็มีอยู่ใน Peeples . มันโยนสีดำทั้งหมด แต่ฉันรู้สึกเหมือนความน่าเชื่อถือของพล็อตเรื่องตลกและเพลงในปัจจุบันมัน ฉันสัญญาว่าพวกเขาจะมีช่วงเวลาที่ดี. เราได้เห็นภาพยนตร์. ผู้ชมสีขาว, สีดำ ผู้ชมผู้ชมสีน้ำตาล -.. และมีการแปลจริงๆที่ทำให้ฉันมีความสุขเหนือสิ่งอื่นหัวเราะฉันรู้สึกเหมือน ตัวแบ่งผ่านมากว่า “.

 

ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของทีมไทเลอร์เพอร์รี่

“เขา ปรากฏตัวขึ้นในชุดเมื่อสิ่งที่เรียกว่าวัน Moby Dick ในหนังเรื่องนี้. และฉันมีมากที่ต้องทำในวันนั้น. มันเป็นทั้งหมดโยนมันเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ก็คือการผลิตขนาดใหญ่. และเขาก็พูดกับผม และผมก็ชอบ ‘อะไร’ คุณจะรู้ว่าเหมือนมีความเคารพหรือไม่เคารพ. ฉันชอบ ‘ฟังนั่งลง. ฉันจะพูดคุยกับคุณในนาที. แต่ มันก็สนุกที่ได้เห็นเขานั่งอยู่บนด้านข้างและชม. และฉันคิดว่าตกลงฉันไม่สามารถเป็นไทเลอร์เพอร์รี่. ฉันสามารถเป็นตัวเอง. และโชคดีที่เขาไม่ต้องการให้ผมเป็นไทเลอร์เพอร์รี่. เขาต้องการให้ผม เป็นทีน่าและเขาก็ลุกขึ้นยืนกลับและเขาก็เหมือนกับว่าผมอยากจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น. ”

เมื่อเคอร์รี่วอชิงตันหล่อในละครตลก

“จริง เหรอเมื่อฉันเขียนฉันไม่เคยคิดว่านักแสดงที่เกิดขึ้นจริง …. และการจัดเรียงของอยู่ใกล้กับจุดสิ้นสุดของร่างสุดท้ายที่ฉัน tinkering กับมันนักแสดงเริ่ม popping ค่ะและนักแสดงคนแรกที่ปรากฏในคือ เคอร์รี่วอชิงตัน

การควบคุมการถ่ายภาพยนต์

เมื่อ เดินทางสรรหาเธอประจำปีพาเธอไปโรงเรียนเวอร์มอนต์ก้าวหน้า (วัวรีดนม 101, เรียงลำดับของสิ่งนั้น) ปอร์เชียเผชิญหน้าครูจอห์นนักข่าว (พอลรัดด์) เพื่อนร่วมชั้นวิทยาลัยอดีต twinkly ที่มีหลักฐานว่านักเรียนบนเขาเยเรมีย์ (แน็ต วูลฟ์), ยังเป็นลูกชายของปอร์เชียให้ขึ้นสำหรับการนำไปใช้ในขณะที่เธอเป็นนักศึกษา ปริญญาตรีที่ดาร์ทเมาท์

ทำไมใช่เยเรมีย์ยังต้องการที่พรินซ์ตัน ใหม่ เปี่ยมไปด้วยความจำเป็นทางชีวภาพ – - ดังนั้นปอร์เชียไม่กลายเป็นอย่างแม่นยำชนิดของแม่บ้าที่ครั้งหนึ่งเคยทำตา ของเธอดัดทุกกฎในการรับสมัครจะได้รับหนังสือคู่มือเยเรมีย์เป็นมหาวิทยาลัย ของเธอ

ดัด แปลงโดยชาวกะเหรี่ยง Croner จากนวนิยายโดยฌอง Hanff Korelitz คู่สมรสไปพรินซ์ตันศาสตราจารย์และผู้อ่านเพียงครั้งเดียวของการใช้งานมีการ รับสมัครเป็นเรื่องตลกและคมชัดเกี่ยวกับกลไกของการซื้อขายล้อในสถาบันการ ศึกษาที่มีความรุนแรงสงครามสนามหญ้าจะใส่แง่ขององค์กรใด ๆ ความอัปยศ

แต่ที่เกี่ยวกับบอยเป็นทั้งตลกและชาญฉลาดเกี่ยวกับการโอนเมืองเข้าชม settles สำหรับผิวลึก

ค่าเข้าชมคนเดินวนเวียนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงพล็อตของเด็กชายสองคนตารางตรึง หนึ่งที่มีขนาดเล็กสีดำเป็นลูกบุญธรรมจากยูกันดาและโหยหาชีวิตที่เป็นปกติ อื่น ๆ ยังนำเป็นสูงสีขาวและชอบที่จะดำเนินการผ่าน ventriloquy ตุ๊กตาชื่อ Rene Descartes ถือความคิดที่ว่า

แต่หนังไม่ได้เป็นส่วนใหญ่เกี่ยวกับผู้ที่ชายหนุ่มสองคน เป็นส่วนใหญ่เกี่ยวกับสิ่งที่มันจะเป็นผู้ปกครองในวันนี้ – ชีวภาพหรือไม่เต็มใจหรือไม่มิฉะนั้น

มัน ยากที่จะคิดว่าของประชากรมากขึ้นร้อนและใส่ใจเกี่ยวกับวิธีการที่ดีที่จะทำ ในงานของตนกว่าหนึ่งมหาวิทยาลัยพรินซ์รับสมัครเจ้าหน้าที่ปอร์เชียนาธาน (Tina Fey) เป็นเอกลักษณ์ที่ดีอยู่ในการสังเกต หลัง จากหลายปีในงานปอร์เชียรู้ว่ามันจะตัดน้ำแข็งไม่มีการบอกว่า “เป็นตัวเอง” เพื่อเยี่ยมทหารจบชรา – ไม่ได้รับฝูงชนต่อท้ายของแม่และพ่อที่จะเห็นเด็กของพวกเขาเป็นไอวีลีกหรือ ตายพยายาม .

 

และ แม้ว่าฉันไม่ใหญ่ในภาพยนตร์ข้อความผมรักคนนี้ไปบิตสำหรับผู้ปกครองที่จะ กระตุ้นให้ฟังสิ่งที่เด็กของพวกเขาต้องการแทนการรักษาพวกเขาเป็นส่วนขยายของ ความทะเยอทะยานของตัวเอง ในเรื่องที่จอห์นไม่ได้ทำดีเกินไปโดยลูกชายของเขาเอง
แม่ของปอร์เชีย, ซูซานนา (Lily Tomlin) เป็นสตรีกระตือรือร้นและดูเหมือนว่าจะมีความสนใจลูกสาวของเธอดิ้นรนสำหรับปี ดูภาพขยาย

แม่ของปอร์เชีย, ซูซานนา (Lily Tomlin) เป็นสตรีกระตือรือร้นและดูเหมือนว่าจะมีความสนใจลูกสาวของเธอดิ้นรนสำหรับปี
เดวิดลีคุณสมบัติ / โฟกัส

เป็น แฟนตัวยงของความขบขัน Tina Fey แม้ว่าฉันไม่เชื่อว่าเธอยังสามารถเนื้อออกตัวในทางที่พูดคริสเต Wiig กลายเป็นมนุษย์อย่างรุนแรงใน Bridesmaids ใน การรับสมัครการที่อาจจะเป็นเพราะธรรมชาติของการขอให้ปรับปรุงใหม่สิ่งที่ได้ I-พลาดเรื่องไร้สาระอาชีพหญิงที่ฮอลยังคงเหวี่ยงออกปีหลังจากอุปมาน่าเบื่อ ที่ควรได้ไปในถังขยะ

ระเบียบ compulsively, จดจ้องปอร์เชียทารกบอนไซบนโต๊ะของเธอกับกรรไกรตัดเล็บ ความ ใฝ่ฝันสูงสุดของเธอคือการประสบความสำเร็จเจ้านายของเธอ (วอลเลซ Shawn, การทำสิ่งที่อยากรู้อยากเห็นของเขารำคาญ-ปกติ) เมื่อเขาเกษียณ เธอชอบเชื่อว่ามีความสัมพันธ์ล้างขึ้นของเธอกับ fusspot วรรณกรรมศาสตราจารย์ (ไมเคิลชีน) จะปรับ และ มีการเก็บรักษาไว้ที่ความยาวของแขนทั้งชีวิตของเธอโดยแม่ของเธอเรียกร้อง สิทธิสตรีเข้มแข็ง (Lily Tomlin สิ่งที่มีคุณ?) ปอร์เชียได้ชักชวนตัวเองว่าเธอไม่เคยอยากจะมีลูก

ในคำอื่น ๆ เธอ overripe สำหรับการแก้ไขบางขนครุยให้นุ่มของเธอเป็นผู้หญิงจริง เขย่า รับรองสำเนาถูกต้องและขยับโดยกลุ่มเป้าหมายคู่ของความรักและความเป็นแม่ปอร์ เชียเกินไปต้องใช้สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่เธอต้องการมากไม่ดี เธอรู้ว่าผู้สมัครจะต้องยังมักจะ supplicants กับค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางอารมณ์ที่ entails ฉัน รักส่วนที่ แต่ฉันต้องการ Croner ที่ไม่เคยรู้สึกว่าจำเป็นต้องสร้างอีกอีฟอาร์เดนมนุษย์กลายพันธุ์สำหรับผู้ ที่ชีวิตบุตรรู้สึกเหมือนครึ่งแก้วที่ว่างเปล่า

ผมหวังว่าไม่เพราะผู้หญิงดังกล่าวไม่อยู่ – ฉันเป็นหนึ่งในพวกเขาและฉันจะไม่ไม่เด็กหรือการทำงานของฉันฉัน แต่ฉันมีเพื่อนหญิงโดยบุชเชลที่หลงใหลเกี่ยวกับอาชีพของพวกเขา, รักเพื่อนและ / หรือคนรักและเรียกว่าชีวิตที่ดีอาศัยอยู่ ใครจะกรุณาก้าวขึ้นและทำหนังเกี่ยวกับพวกเขาไม่ทำให้พวกเขามากกว่าในภาพนางสาวบรูคส์ของเรา ‘?

Biutiful

หนังที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตของความสัมพันธ์ใน ครอบครัว ผ่านการสอดแทรกและขับเน้นประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจอันหนักหน่วงของสเปน หนังนำเสนอฉากหลัง และเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลักที่เป็นคนชนชั้นสอง คือเป็นแรงงาน เป็นต่างด้าว และทำงานแบบไม่ได้ถูกต้องตามหลักบ้านเมืองร้อยเปอร์เซนต์ โดยการนำเสนอในส่วนนี้นั้นมีขึ้นมาเพื่อนำไปสอดรับกับความละเอียดอ่อนของ ชีวิตตัวละครอย่างสนับสนุนกันเป้นอย่างดี

กล่าวคือหนังทำให้เราเห้นภาพชีวิตและครอบครัวที่เลวร้าย ไม่ได้งดงาม แร้นแค้น โดยไปอิงกับบริบททางสังคม หนังค่อนข้างนำเสนอให้เห้นหลายครั้งหลายหนว่า ความสวยงามหรือความสุขเล็กๆที่ครอบครัวของเหล่าคนตัวเล็กๆเหล่านี้จะมีได้ก็ คือ ความสุขของการได้อยู่กันเป็นครอบครัว แต่หลายครั้งหลายหนหนังก้นำเสนอให้เห้นว่า เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเหล่านี้มีชีวิตอยู่นั้น มันช่างไม่เอื้อให้เขามีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ได้นานนัก

หนังยังไม่อาศัยช่องว่างในการพยายามบีบคั้นอารมณ์คนดูมากจนเกินไป แต่ค่อยๆเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แล้วค่อยมาตามเก็บจังหวะอารมณืในบางจังหวะเพียงเท่านั้น เพลงประกอบถูกใช้เข้ามาในหนังเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่เมื่อดนตรีดังขึ้นช่วงเวลาเหล่านั้นมันก็มีห้วงที่ให้เราเข้าไปซึมซับ ความรู้สึกกับมัน โดยที่ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาเค้นอารมณืเราจนเกินไป ส่งผลมาให้หนังนั้นดูนุ่ม จริง และส่งผลต่อความอ่อนไหวในอารมณืเมื่อยามจำป็นเท่านั้น โดยยิ่งเมื่อมันถูกนำมาใช้ฉากหลังที่อิงบริบททางสังคมแล้วมันก็ถูกขับเน้น ความจริงออกมาอย่างหนักแน่น

แต่ด้วยความที่หนังมีการอิงบริบททางสังคมอยู่ทำให้เกิดเส้นเรื่องที่เกี่ยว พันกับตัวละครอื่นเข้ามาอย่างมหาศาล ซึ่งในสัดส่วนต่างๆที่ถูกนำเสนอมานั้นดูเหมือนว่าอาจจะมีบางส่วนที่ลดทอนลง ไปได้ และไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องมากมายนัก และอีกส่วนหนึ่งก็คือในการมุ่งนำเสนอความสมจริงของหนังนั้น หนังก็กลับให้ในกลุ่มคนเล็กๆที่ถูกอ้างอิงถึงนั้นมีตัวแทนในภาพของความลำบาก หรือการต้องเอาใจช่วย เช่นว่าแผงลอยผิวดำถูกจับแต่ตัวเอกให้ความสนใจไปกับแค่ตัวละครเดียวที่จะ ช่วยเหลือ หรือแรงงานชาวจีนที่ตัวเอกสนิทสนมและยอมทำทุกอย่างให้ ทั้งๆที่ในแง่ของสังคมแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันก่อกำเนิดมาเป็นหมู่มวลชนไม่ ได้มีความยากลำบากหรือความดิ้นรนแค่เพียงคนใดคนหนึ่ง วิธีการนี้นอกจากจะผูกเรื่องจนยาวแล้ว ยังลดทอนพลังของความหนักแน่นในความจริงลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในขั้นที่เลวร้ายนัก

สุดท้ายหนังสรุปให้เห็นถึงความสวยงามในชีวิตที่มันไม่ได้สวยงาม ผ่านการระลึกถึงความเป็นครอบครัว และความเป็นพ่อ ถึงแม้คนเป็นพ่อจะจากไปอย่างทรมานว่าลูกจะเป็นอยู่ยังไง ถึงแม้ความสุขเล็กๆของเด็กๆจะถูกพรากไป แต่ความสวยงามของครอบครัวนั้นๆจะคงอยู่ตลอดไป ไม้เว้นแม้กระทั่งกับตัวเอกเองที่ยังคงได้ระลึกถึงความงามที่มีแต่พ่อ แม้ตนจะไม่เคยพบเจอก็ตาม

The Paperboy

The Paperboy (Lee Daniels,2012) – 8/10

หนังที่แสดงความต่ำตมของมนุษย์ผ่านโทนที่ชวนสะอิดสะเอียนตลอดเรื่อง การเอานักแสดงรูปงามอย่างนิโคล คิดแมน และแซค เอฟรอนมาอยู่ในโทนสีร้อนปนชมพูหวานแหวว ช่วยขับเน้นให้ภาพรวมของเรื่องดูเป็น มนุษย์พลาสติคยิ่งขึ้น เพราะมันช่างดูหลอกลวง ชวนฝันและมีเปลือกนอกที่สวยงามสดใส หนังพูดถึงว่ามนุษย์นั้นมันก็ต่างมีดีชั่วปะปนกันไปเหมือนดังคำที่ตัวละคร หนึ่งกล่าวว่า คุณไม่สามารถแบ่งคนเป็นด้านๆได้หรอกว่าด้านดีด้านเลว ซึ่งหนังก็แสดงให้เห็นตามนั้นว่าสุดท้ายคนเรามันก็ ดีชั่วปะปนแล้วเรายังจำแนกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอะไรด้านไหนคือดีหรือเลว เพราะมันก็ยากจะตัดสิน สิ่งที่เราเห็นจริงมีเพียงความรุนแรง ความปราถนาของตัวละคร ที่กระทำการใดๆไปตามทางของตนอยู่เรื่อยๆ

หนังขับเน้นชัดขึ้นตรงส่วนที่ตัวละครของแซค เอฟรอน หลงรักตัวละครของนิโคล คิดแมน ที่ทั้งเป็นผู้หญิงที่ดูต่ำ ไร้ค่าไม่มีอะไรดี แต่เขาก็หลงใหลจนไม่อาจจะถินตัวขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มหลงในสิ่งที่ดูเลวร้าย ไม่น่าพิสมัย สอดคล้องกับความต่ำตมของมวลมนุษย์ และทั้งยังเล่าเรื่องผ่านการทำงานหนังสือพิมพ์ที่ควรจะเป็นการประกอบการที่ มุ่งเน้นที่ความถูกต้อง โปร่งใสที่สุด แต่ก็ทำให้เห็นว่ามันก็ไม่อาจจะหลุดพ้นจากความเลวร้ายของมนุษย์ไปได้ ซึ่งถึงแม้หนังจะไม่ได้ตัดสินคนว่าดีชั่ว แต่ก้ดูจะมีมุมมองที่มองว่าความเป็นมนุษย์ของเรานั้นมันช่างต่ำช้าขนาดไหน

หนังในตอนท้ายขมวดเข้ามาให้เห็นในเรื่องของสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ ถึงแม้ว่ามุมมองที่มีต่อมนุษย์ของหนังเรื่องนี้จะเลวร้าย แต่ว่าสุดท้ายหนังก็พึงบอกให้เราระลึกไว้ว่าสิ่งไหนที่ควรทำก้จงทำมันซะก่อน ที่มันจะสายเกินไป ซึ่งในส่วนนี้ก็ถูกเล่าออกมาผ่านเส้นเรื่องของตัวละครที่ต้องเผชิญกับ ประสบการณ์โหดร้าย แสดงให้เห็นไปอีกว่าเขาไม่ได้เชื่อมั่นเลยว่ามนุษย์จะมีแรงพึงกระทำในสิ่ง ที่สมควรได้ด้วยตัวเอง

ตัวหนังโดเด่นเรื่องโทนเป้นอย่างมาก โทนของหนังทำให้เรารู้สึกร้อนระอุ อึดอัดและรังเกียจขยะแขยงตลอดเวลา ซึ่งถึงแม้จะมีฉากที่ชวนหัวเราะ ฉากที่ดรม่า ผสมปนเปกันไปแต่มันก็กลมกลืนออกมาอย่างน่าประหลาดด้วยเพราะตัวโทนหนังที่ คลุมทิศทางของเรื่องไว้อย่างชัดเจนแต่แรกแล้วว่ากำลังสะท้อนอะไร และนับจากนั้นมาไม่ว่าหนังเล่าอะไรก็ถูกโทนหนังคลอบคลุมเอาไว้เรียบร้อย

สิ่งที่ดูจะขัดหูขัดตาไปบ้างก็คือเส้นเรื่องที่พยายามยัดเยียดประเด็นสีผิว เข้ามาเอาไว้แบบเล่าแล้ว เล่าอีกไม่จบสิ้นซักทีจนทำให้เส้นเรื่องไขว้เขว และยังชวนให้หนังดำเนินออกนอกทิศทางด้วย ซึ่งถ้าหากลดทอนการเล่าเรื่องส่วนนี้ออกไปหนังน่าจะกระชับและเฉียบคมกว่านี้

The Extraordinary Adventures of Adèle Blanc-Sec

The Extraordinary Adventures of Adèle Blanc-Sec (Luc Besson,2010) – 4/10

หนังที่ดูจะออกแนวผจญภัยนิดๆ สิ่งลี้ลับหน่อยๆ ผิวเผินดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ในเวอร์ชั่นผู้หญิง ของประเทศฝรั่งเศษ ที่แรกเริ่มก็ดูเหมือนจะพอมีเนื้อหาสาระและความสนุกอยู่บ้าง แต่ไปๆมาๆก็กลับน่าผิดหวังเป็นอย่างสูง

หนังเปิดเรื่องด้วยวิธีการเชื่อมโยงตัวละครต่างๆเข้ามาหากันอย่างจัดจ้าน ประหนึ่งเหมือนว่าเป็นหนังของกาย ริชชี่ ที่พอดูไปซักพักจะเห็นถึงความไม่เชื่อมโยงกันของตัวละครต่างๆ จริงอยู่ที่ เส้นเรื่องทั้งหมดของเรื่องของแต่ละตัวละครจะมีความคาบเกี่ยวเกี่ยวพันกัน อยู่บ้าง แต่ในความคาบเกี่ยวนั้นๆมันแทบจะไม่คาบเกี่ยวกันเลย ตัวละครไม่มีความสัมพันธ์ใดๆต่อกันและไม่ได้ส่งผลต่อกันและกันแต่อย่างใด ลีลาในตอนต้นที่หนังหยิบยกมาใช้จึงดูฉูดฉาดเกินตัวไปพอสมควร ซึ่งดูจะเหมือนเป็นเค้าลางเบาๆว่าหนังเรื่องนี้ความเกี่ยวแน่นของเนื้อ เรื่องมันจะบอบบางถึงเพียงใด

เมื่อเรื่องเปิดตัวละครเอกของเรื่อง ก็อยู่ในการเปิดตัวละครที่ช้ามาก และเมื่อเราดูไปซักพักก็จะพบว่าเส้นเรื่องของตัวละครหลักนั้นไม่ได้ไปเกี่ยว อะไรกับเส้นเรื่องที่หนังปูมาก่อนกน้าเลย เมื่อเรื่องดำเนินไปลึกขึ้นเรื่อยๆเราก็เห็นความแยกส่วนของเนื้อหาชัดขึ้นๆ จนหนังเรื่องนี้ดูจะกลายมาเป็นการผสมผสานองค์ประกอบต่างๆจนดูเละเทะไปหมดขาด การจัดระเบียบ หรือเรียบเรียงเรื่องราวให้ดี นอกจากนี้ความเข้มข้นของเรื่องก็กลายเป็นอยู่ในระดับต่ำตมเพราะมันเละเทะไป หมด หนังพอจะดูเพลินๆได้บ้างด้วยสีสันของนักแสดงและมุกตลกแห้งๆของหนังก็ไม่ถึง ขั้นเลวร้ายมากนัก แต่ถ้าคาดหวังความสนุกเข้มข้นมากกว่านั้นเรื่องนี้จัดได้ว่านำพาไปสู่จุดที่ ล้มเหลวอย่างแท้จริง

วิจารณ์หนังThe Losers

The Losers (Sylvain White,2010) – 7/10

หนังที่เนื้อเรื่องก็งั้นๆ การผูกปมเรื่องก็งั้นๆ แต่การเล่าเรื่องทางด้านภาพนั้นมันช่างมันสะใจสุดยอดเหลือหลาย หนังหยิบเอาเนื้อเรื่องเดิมๆมาทำซ้ำๆ ตัวละครแบบเดิมๆมาทำซ้ำๆอีกครั้ง และที่แย่คือการเล่าเรื่องที่ดูกระอักกระอ่วนเดี๋ยวจะให้ไปยังงั้น ยังงี้ หรือตัวละครคู่ตรงข้ามที่ก็ดูตลกแบบแปลกๆไม่น่าจะมีพิษภัยอะไรเลยด้วยซ้ำ

แต่ส่วนที่สนุกสุดๆของหนังก็คือการเล่าเรื่องด้วยภาพที่มีลีลาจัดจ้าน โดดเด่นมาก แค่การย้ายสถานที่หนังก็เปิดสถานที่แต่ละเมืองออกมาอย่างน่าสนใจแล้ว การใช้ภาพช่วยเล่าเรื่องในเชิงแอคชั่นนั้นยิ่งสนับสนุนตัวเรื่องเป็นอย่างดี

โดยรวมๆตัวหนังค่อนข้างงั้นๆ ธรรมดาๆ แต่เพราะความโดดเด่นของภาพที่สนุกสนานเก๋ไก๋ทำให้ความสนุกของหนังเรื่องนี้ อยู่ในระดับที่เอ็นจอยเป็นอย่างมาก แต่ถ้าจะมองกันโดยเนื้อแท้แล้วหนังก็ยังเหนาะแหยะไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็น เรื่องเป็นราวเทม่าไหร่นัก

Lucky Trouble

Lucky TroubleLucky Trouble (Levan Gabriadze,2011) – 5/10

สิ่งหนึ่งที่พอจะเห็นมาบ้างจากหนังรัสเซียคือ หนังรัสเซียค่อนข้างมีวิธีการลำดับและดำเนินเรื่องราวค่อนข้างแปลกๆ มีชุดเหตุผล หรือเหตุการณ์ที่ค่อนข้างมีมูลเหตุเฉพาะตัว ซึ่งถ้าหากต้องดูอย่างไม่ทำใจยอมร

ับชุด ข้อมูลดังกล่าวของหนังแล้วละก็การดูหนังเรื่องนั้นๆก็แทบจะไร้ประโยชน์ขึ้น มาในทันที และสิ่งต่างๆก็เกิดกับหนังเรื่องนี้ด้วยเช่นกันหนังเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ไปพบรักกับหญิงสาวโดยบังเอิญและตกลงปลงใจจะ แต่งงานกัน แต่ระหว่างที่จะเดินทางไปงานแต่งงานนั้นเกิดเหตุจับพลัดจับผลูเข้าใจผิดไป เป็นโคชทีมฟุตบอลรุ่นอายุสิบสองปี ที่เก่งมหาเก่ง ในตอนต้นนั้นมีการปูเรื่องให้เห็๋นถึงตัวละครว่าเป็นใครไปมายังไง ตัวไหนสัมพันธ์กับตัวไหนยังไงได้ครบถ้วนแต่ก็รวดเร็วจนเกินไปจนเรารู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเพราะผ่านมาไวและก็ผ่านไปไว เสียเหลือเกิน จนหนังนั้นสร้างความเชื่อให้กับเราไม่ได้ ไม่สามารถชักจูงเราไปในทิศทางที่กำลังจะเล่าเรื่องให้เราฟังได้ นอกจากนี้การดำเนินเรื่องหรือการตัดสินใจของตัวละครก็่ค่อนข้างไม่มีเหตุไม่ มีผล เมื่อเกิดเหตุที่จะต้องทำให้ตัวเองไม่สามารถจะไปงานแต่งงานได้ทำไมถึงไม่บอก ความจริง หรือไม่พยายามหาทางออกให้ตัวเองพ้นจากสภาวะความเข้าใจผิดนั้นๆ ซึ่งการเข้าใจผิดและการไปไม่ทันตามนัดก็ดูเหมือนจะเป็นการจงใจที่ผู้สร้าง เล่นกับคนดูว่าจะได้ไปแล้วแต่ทีมดันเก่งมากชนะจนยังไงก็ไปไม่ได้ซักที ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเชื่อและอินใดๆกับมันเลย การดำเนินเรื่องก็ดูซ้ำๆไม่มีความน่าสนใจซักเท่าไหร่นักสิ่งที่พอจะเอาหนังให้ไปได้เรื่อยๆก็คือความตลก อารมณ์ขันแบบน่ารักๆที่มีอยู่ในเรื่อง ที่มีเข้ามาอยู่เรื่อยๆจนเราพอจะมีแหล่งอะไรซักอย่างให้สนุกไปกับมันได้บ้าง แต่กระนั้นหนังก็ยังเป็นความตลกในรูปแบบเดิมๆไม่ได้มีความสดใหม่น่าสนใจอะไร ขนาดนั้น เพราะก็เล่นอยู่กับการเข้าใจผิด ความไม่คาดฝันอยู่ตลอดเรื่อง ซึ่งถ้าขาดส่วนนี้ไปตัวหนังก็แทบจะหมดความสนุกสนานและสิ่งดึงดูดการรับชไปจน หมดสิ้น