หนังดี

now browsing by tag

 
 

หนังดีที่อยากให้ดู

ฮาร์ท: เขียนบอร์ดสังคมของปรากฏการณ์ในปี 1967 ก่อนที่จะมีเคเบิลทีวีและสองรุ่นก่อนที่อินเทอร์เน็ตได้เริ่มที่จะเป็น ประชาธิปไตยเปลี่ยนจาก “เป็น” กับ “มี” และในที่สุดจะ “ปรากฏ” ขณะที่บอร์ดวางไว้ สิ่งที่เกี่ยวกับการรวมตัวกันในวันนี้ของวิทยานิพนธ์บอร์ดของแรงบันดาลใจ เพลงนี้ จะมีช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงที่ผ่านมาห้าปีที่บังคับให้มือของคุณหรือจะเป็น ชีวิตประจำวันมากขึ้นในสื่อสังคม?

berdan: ปรากฏการณ์มาจากการปรากฎตัวของการโฆษณาการพิมพ์ในปี ค.ศ. 1920 และกลายเป็นที่รู้อย่างเต็มที่ในแคมเปญการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองจากจุด นั้น การสื่อสารพัฒนาจึงไม่ปรากฏการณ์ เราอาศัยอยู่ในวัฒนธรรมของการเข้าถึงทันทีและความพึงพอใจทันที ชีวิตของเราจะเล่นออกมาผ่านทางเว็บไซต์เครือข่ายสังคมที่เราเฉลิมฉลอง ประสบการณ์เทียม มันเกือบจะมากขึ้นทำให้พอใจทางจิตใจที่จะโพสต์ภาพของวันหยุดที่แปลกใหม่ของ คุณหรือของการแสดงที่คุณไปเพื่อให้คนรู้จักอินเทอร์เน็ตของคุณสามารถกด “Like” ปุ่มกว่านั้นคือการมีประสบการณ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายจะเริ่มต้นด้วย นี้ไปสำหรับดนตรีศิลปะและความคิดเช่นเดียวกับมากขึ้นว่าคนที่อยู่ในตำแหน่ง ที่มีอำนาจทางสังคมเทียม prop อะไรขึ้นหรือใส่อะไรลงมากขึ้นฝูงจะตกอยู่ในสาย มันไม่สำคัญว่าถ้าเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์หรือปัญญาของบุญ สิ่งที่สำคัญคือว่าคนที่เหมาะสมพูดเช่นนั้น นี้ได้รับเสมอไป แต่มันเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นมากในทศวรรษนี้กว่าที่เคย เรากำลังเคี้ยวกลืนและ s– ออก

มาร์ติน: มันเป็นจำนวนเงินที่เท่ากันเป็นสินค้าของวัฒนธรรมใต้ดินที่มันเป็นปฏิกิริยา เข่าเหวี่ยงกับสิ่งที่เราได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่ความเร็วไม่ลืมหูลืมตาใน ท้องถิ่น ร้องเรียนนิวยอร์กโรงงานเป็นเหตุผลมากในการแสดงตนของเราในมหานครนิวยอร์กดัง นั้นเมื่อเราเริ่มต้นและเห็นสิ่งที่ไร้สาระเช่น “แม่มดบ้าน” ถูกประดิษฐ์เรารู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์จะยังคง ไม่สวมใส่เสื้อผ้าใด ๆสิ่งที่น่าเศร้าก็คือคนจำนวนมากไปสำหรับมัน คนที่ได้รับจำนวนมากที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเมื่อสิ่งที่เปลี่ยนในช่วง 20 ปีที่ผ่าน ในความเห็นของเราวัฒนธรรมมีความรับผิดชอบเฉพาะ counterweight ว่าการเคลื่อนไหวที่มีต่อ “ปรากฏ” แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้รับการยอมรับความรับผิดชอบในการตัดสินที่ไม่ดีและ idolization ว่างเปล่าที่

ปีก่อนหน้านี้ Haden ปล่อยอัลบั้มล่าสุดของเขาชุดของคลอกับคี ธ Jarrett มันจบลงด้วยสองมาตรฐาน “ทุกครั้งที่เราบอกลา” และ “ลาก่อน” และมีบรรดาศักดิ์เต้นรำ ชาร์ลี HADEN: ผมคิดว่าจากการเป็นนักร้องที่จะเข้าไปในดนตรีแจ๊สและนั่นคือหนึ่งในสิ่งที่ โรคโปลิโอได้สำหรับผมที่จะเอาไปความสามารถของฉันจะร้องเพลงที่มีช่วงเพราะ มันเป็นอัมพาตสายเสียงของฉัน เพื่อที่ว่าเมื่อผมเริ่มเล่น

BLOCK: ชาร์ลี Haden ทำเครื่องหมายของเขากับแซ็กโซโฟน Ornette โคลแมนพื้นทำลายสี่ในปลายปี 1950 ใน Los Angeles และไปเล่นกับทุกคนจากสแตนเก็ตซ์แพ็ตทินี่ย์ ร่วมงานกับเราที่จะพูดคุยเกี่ยวกับชาร์ลีเฟร็ดแคปแลนคอลัมชนวนและนักวิจารณ์ ดนตรีแจ๊สสำหรับนิตยสาร Stereophile ขอขอบคุณที่อยู่กับเรา ส่วนเท่า ๆ กันจังหวะและเสียงชุดหกส่วนหนึ่งเป็นโครงสร้างรอบขั้นตอนของเศรษฐกิจการ บริโภคตาม: “รู้สึก”, “ผลิต”, “รัก”, “commodified”, “ซื้อ” และ “ลืม”. ถ้าเสียงที่รุนแรงเกินไปไม่ต้องกังวลเพลงเป็นอวัยวะภายในเป็นสิ่งที่ผมเคย ได้ยินในปีนี้ ที่เสี่ยงต่อการทำให้เกิดเสียงที่ลดลงคิดค็อกเทล dystopian ของทิม Hecker และ Perfect หี (หรือคุณก็สามารถฟังรอบปฐมทัศน์ของ “รัก” ในหน้านี้).

มาร์ตินที่ทำงานอิสระชื่อและ Berdan พบกันที่แสดง 10 ปีที่แล้วและเริ่มร้องเรียนนิวยอร์กโรงงานในปี 2009 (ชื่อเล่นที่ผิดปกติอ้างอิงถึงการระบาดที่สำนักงานใหญ่ทางตอนเหนือของอ่าว ฮัดสัน บริษัท ในยุค 1830 มันจะกลายเป็น พิษตะกั่ว แต่ในขณะได้รับการรักษาเป็น “ร้องเรียน” โดยผู้บริหารของ บริษัท ). วงดนตรีที่ได้ออกเทป จำกัด รุ่นและ CD-Rs หลาย แต่หายไปในปรากฏการณ์ () คือโดยไกลอัลบั้มขัดมากที่สุดของมันยัง

หนังสุดมันส์ Zero Dark Thirty

Zero Dark Thirty

Zero Dark Thirty (Kathryn Bigelow,2012) – 9/10

ในประวัติศาสตร์แต่ละช่วงเวลาก็มักจะมีเหตุการณ์ที่เป็นสงครามประจำช่วง นั้นๆให้คนแต่ละยุคได้มีความรู้สึกเปราะบางอยู่เสมอ ซึ่งในยุคปัจจุบันเห็นทีจะหนีไม่พ้นสงครามก่อการร้ายระหว่างอเมริกา และฝ่ายก่อการที่นำโดยบินลาเดน เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มประทุขึ้นในเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งในตอนนั้นทั่วโลกรู้ได้ทันทีว่าสงครามกำลังเกิดขึ้น และมิอาจจะจบลงได้ง่ายๆ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่ออเมริกาเหมือนกำลังทำสงครามอยู่กับเงา เพราะอีกฝ่ายสามารถหลบซ่อน แฝงเล้น และก่อการได้อย่างเงียบเชียบไม่มีที่มั่น หรือละแวกอาศัยที่สามารถระบุและกวาดล้างได้อย่างชัดเจน ปีแล้วปีเล่าที่สงครามนี้ดำเนินไปภายใต้ความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของคุณค่า ความเป็นมนุษย์ การเมือง และความถูกต้อง ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ได้เล่าเรื่องของผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการตามล่าตัวบิน ลาเดน

โดยหนังเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วง 9/11 เรื่อยมาผ่านการนำเสนอให้เห็นความโหดร้ายของการทรมาน ความสูญเสีย การตอบโต้กันไปมาของแต่ละฝ่าย ซึ่งท่าทีว่าสงครามจะไม่มีวันจบลงง่ายๆเพราะเราไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าอะไรจะ เป็นเหตุให้เรื่องยุติได้ อย่างมากก็คงทำได้แค่เพียงป้องกันวินาศภัยที่จะเกิด แต่ตัวละครมายาได้ทุ่มเททุกสิ่งอย่างที่มีในการตามล่าตัวบินลาเดนด้วยความ หวังที่ว่ามันจะเป็นการยุติสงครามได้ ซึ่งเราจะได้เห็นความทุ่มเท และการทำงานหนักตลอดระยะเวลาร่วมสิบปีของตัวละคร ซึ่งเหมือนแค่ว่ามันจำเป็นต้องทำแต่เหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด จนสุดท้ายเมื่อเรื่องราวมันยุติลง บินลาเดนถูกสังหารจริงๆ หนังก็ได้ทิ้งคำถามไว้ให้คนดูได้คิด ซึ่งมันก็คงไม่ต่างจากสิ่งที่คนดูเองก็ใคร่สงสัยอยู่ดช่นกันนั่นคือ แล้วสงครามนี้สิ้นสุดลงรึยัง เมื่อเรากำจัดหัวหน้าของอีกฝ่ายได้แล้วทุกอย่างมันสิ้นสุดลงหรือยัง และจากนี้ไปเราจะทำยังไงกันต่อไป การตามล่านับสิบปีมันยุติลงแล้วจริงๆหรือ กล่าวได้ว่าตัวหนังเป็นการนำเสนอภาพของสงครามก่อการร้ายที่คลอบคลุมตั้งแต่ การเกิดจนกระทั่งมาถึงจุดยุติลงในยุคสมัย และได้ทิ้งท้ายไว้ตั้งคำถามถึงความว่างเปล่าและสับสนของตัวสงครามก่อการร้าย ครั้งนี้

หนังค่อนข้างนำเสนอโดยให้ตัวละครหญิงเป็นฝ่ายดำเนินเรื่องและมีบทบาทโดดเด่น ชัดเจน จนแว่วว่ามีกลิ่นความเป็นเฟมินิสต์ของผู้กำกับลอยออกมา แต่กระนั้นตัวหนังก็ไม่ได้อวยกันจนเกินท่าทีเพียงแต่ว่าตัวละครที่ดูแวดล้อม นั้นกลับดูแบนๆ และไม่สามารถลงรายละเอียดให้มิติกับตัวละครต่างๆได้เท่าไหร่นัก และนอกจากนี้ก็คือการนำเสนอผู้ก่อการร้ายในแง่มุมที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งแม้กระทั่งบินลาเดนที่นอกจากเราจะยังไม่ได้เห็นหน้าเขาชัดๆแล้ว การตายของเขายังแทบจะไม่ได้เห็นตัวเขาเลยด้วยซ้ำไป

ความโดดเด่นอยู่ที่ความกดดันอันมีองค์ประกอบมาจากความเงียบของเรื่อง และดนตรีประกอบที่ค่อนข้างโทนลึก รบกวนจิตใจทำให้ตัวหนังดูมีความกดดันและระทึกตลอดเวลา ช่วงเวลาที่ควรจะลุ้นก็สามารถเหยียดจังหวะออกไปได้อย่างดีจนสุดท้ายทั้งความ รู้สึกและเนื้อหาก็ทรงพลังจนกระทบความรู้สึกจนตัวหนังวนเวียนอยู่ในห้วงความ คิดได้เมื่อหนังจบแล้ว

บทวิจารณ์ When in Rome

When in Rome (Mark Steven Johnson,2010) – 2.5/10

หนังที่เป็นแบบอย่างของความน่าสมเพชของเนื้อเรื่องแบบ แฟนตาซีชวนฝันของสาวๆและเมโลดราม่า ที่ไร้รสนิยมและชวนขื่นขมขนานแท้ เพราะนอกจากจะหยิบเอาเรื่องราวรักๆใคร่ๆ ฉันไม่อยากเป็นโสด หนุ่มหล่อที่แสน

ดี เมืองแสนซวย การดำเนินเรื่องแบบเข้าใจผิดไปมา ชีวิตที่มีการงานงดงาม และสมหวังในทุกสิ่งอย่างในตอนสุดท้าย ถ้าจะนับจากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วดีกรีของหนังเรื่องนี้มีการดำเนินเรื่อง และคุณค่าที่แทบจะไม่มีความแตกต่างจะละครทีวรไทย ที่นำเสนอภาพชวนฝันที่แสนสวยงามเพ้อฝัน ไร้สาระและไม่มีความหนักแน่นมากพอที่จะเชื่อถืออะไรได้เลยหนังนังนำเสนอภาพลักษณ์ของหญิงเก่งที่ตื้นเขินจนน่าหดหู่ โดยตามเนื้อเรื่องแล้วตัวละครเอกเป็นผู้ประกอบอาชีพคิวเรเตอร์ ที่มิติของตัวละครกลับดูตื้นเขินและดูจะห่างไกลกลับคนที่มีความสามารถที่จะ ประกอบอาชีพนี้ได้จริงๆ ซึ่งหนังก็ดูจะเหยาะแหยะที่ตีความแค่ว่า คิวเรเตอร์ = คนดูแลงานศิลปะ = คนที่ต้องใช้ชีวิตกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะ โดยที่ไม่ได้ใส่ใจในแง่มุมหรือมุมมองที่ดูจะเป็นมิติเชิงลึกที่น่าเชื่อถือ พอว่าตัวละครเอกมีความสามารถเหมาะกับอาชีพดังกล่าวจริงๆ เพราะเท่าที่เห็นตัวละครกลับเต็มไปด้วยความกลวงโบ๋ไร้สาระและแก่นสาร และดูจะไม่น่าจะเข้าใจแง่มุมละเอียดอ่อนของอะไรๆในโลกได้เลย แต่กลับเหมาะจะไปทำอาชีพทางด้านการบริหารมากกว่ายังพอจะน่ายกย่องในการเล่าเรื่องของส่วนประกอบต่างๆที่พอจะทำให้หนังดูดี ขึ้นมาได้บ้างเล็กน้อย เพราะถ้าหากองค์ประกอบส่วนอื่นๆที่เหลือยังทำได้ไม่ดีด้วยแล้วหนังเรื่องนี้ ก็แทบไม่มีอะไรดีเหลืออยู่เลย

Ruby Sparks

Ruby Sparks (Jonathan Dayton/Valerie Faris,2012) – 8/10

หนังที่ลึกซึ่งและละเอียดอ่อนในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงอย่าง มาก และหากจะบอกว่าเรื่องนี้นำเสนอเรื่องด้วยแฟนตาซีของผู้ชายทั้งหลายก็คงจะไม่ ผิดนัก เพราะหนังเริ่มต้นด้วยตัวละครเอ

กที่ เป็นคนซึ่งไร้ปฏิสัมพันธ์ใดๆกับใครทั้งสิ้น ไม่มีแฟนหรือไม่มีแม้กระทั่งเพื่อน และกำลังประสบปัญหาในการเขียนขนาดหนักจนถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์อยู่เป็นประจำ โดยหนังใช้เวลาในการปูตัวละครค่อนข้างดี ชัดเจนทุกข้อมูล ทุกส่วนของชีวิตหนังเริ่มด้วยการปูชีวิตตัวละครให้เห็นว่าเป็นคนแบบไหน กำลังอยู่ในโลกนี้ด้วยความรู้สึกแบบไหน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาฝันเห็นหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจมหาศาลให้กับ เขาในการเขียนหนังสือเล่มใหม่ ซึ่งเมื่อเขาเขียนไปเรื่อยๆ วันหนึ่งผู้หญิงคนนี้ก็โผล่เข้ามาอยู่ในบ้านของเขา ซึ่งหนังก็ดึงดูดคนดูด้วยการวางให้คนดูอยู่ในสถานะเดียวกับตัวละครเอกที่เรา ไม่รู้ว่าผุ้หญิงคนนี้มีตัวตนขึ้นมาจริงๆหรือแค่เป็นความคิดในจินตนาการ ซึ่งหนังก็ฉลาดในการนำพาให้เราไปเจอกับทางเลือกที่จะทำให้พรเอกได้รู้ว่านาง เอกมีตัวตนจริงๆขึ้นมาโดยการให้ไปพบปะกับคนที่ถูกปูเรื่องราวไว้แต่ตอนต้น เรื่องแล้ว ซึ่งก้ชวนให้คนดูรู้สึกก้ำกึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงนี้หนังก็เทิร์นเข้าสู่พาร์ทโรแมนติคที่พระเอกได้พบเจอกับชีวิตใน ฝันของตัวเองซักทีถัดมาที่จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูจะเป็นการกลับไปเยี่ยมแม่ ที่ทำให้เราเห็นชัดขึ้นไปอีกว่าตัวละครอย่าง คาลวิน นั้นไม่ต้องการจะมีสัมพันธ์ตอบโต้กับใครใดๆทั้งสิ้น จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนดูจะมีรอยร้าวเกิดขึ้น จากนั้นพระเอกจึงใช้อำนาจที่มีในการจะเปลี่ยนแปลงรูบี้ให้เป็นอย่างที่เขา ต้องการเปลี่ยนเธอไปเรื่อยๆ ให้เธอเป็นอย่างที่เขาต้องการ ซึ่งจนสุดท้ายไม่ว่ายังไงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ไม่สามารถจะยื้อให้มัน ดำเนินต่อไปได้หนังบอกเล่าเรื่องซ้ำๆ ด้วยเรื่องเล่าซ้ำๆที่ว่า ความรักคือการรักในแบบที่เขาเป็น หรือการที่ตัวละครในนิยายมีชีวิต แต่นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคำพูดที่ว่า รายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตลอดการดำเนินเรื่องนั้นช่างน่ารักอ่อนหวาน และดึงอารมณ์เราอยู่ตลอด จนเราลืมไปเลยว่าทั้งรูปแบบและสาระแบบนี้ถูกนำมาเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกอีกหนึ่งจุดเด่นก็คือการกำหนดเซทติ้งทั้งบทและด้านการออกแบบงานสร้าง การให้ตัวเอกทำงานเป็นนักเขียนสามารถบอกถึงลักษณะจำเพาะของคนที่ไร้ซึ่ง สังคมทำงานคนเดียว และในอีกนัยหนึ่งคือการเขียนเรื่องราวต่างๆตามใจตัวเองออกมาทำให้เราเห็นตัว ละครตัวนี้ชัดเจนขึ้นในแง่ของลักษณะนิสัย และความสัมพันธ์กับคนรอบตัว และการเซทติ้งบ้านของตัวละครเอกที่ดูขาวโพลนแห้งแล้งไร้สีสัน ไร้ชีวิตใดๆก็ดูจะเป็นภาพสะท้อนความเป็นตัวละครตัวนี้ออกมาได้อย่างดี ซึ่งก็เป็นภาพขัดแย้งกับบ้านของแม่ที่มีความชุ่มชื้น มีสีสันและดูจัดจ้านกว่าตัวละครเอก

สุดท้ายหนังค่อนข้างกินอารมณ์ความรู้สึก แต่ยังเหมือนจะไปไม่สุดทางเท่าไหร่ แต่โดยการเล่าเรื่องแล้วลำดับเป็นขั้นเป็นตอนออกมาได้อย่างดีรายละเอียดครบ ถ้วน ซึ่งถึงแม้อาจจะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์มาก แต่ก็สนุกสนานและชวนติดตามอยู่ตลอดเรื่อง

Contraband

ContrabandContraband (Baltasar Kormákur,2012) – 7/10

หนังที่มาแนวโจรกรรมทั้งหลายที่ถูกทำขึ้นในยุคนี้มักจะไม่ค่อยน่าสนใจเท่า ไหร่แล้ว เพราะมุกเก่าๆเดิมๆของการสร้างจังหวะตื่นเต้นนั้นก็จะเหมือนเดิมๆอยู่ตลอด ซึ่งดันกลายเป็นว่าถ้าจะทำหนังแนวนี้ให้สนุกต้อง

มีหักมุม ซึ่งคนดูก็ดูจนรู้แล้วว่าจะหักมุมความหักมุมก็เลยไม่น่าสนุกเท่าไหร่นักกับหนังเรื่องนี้ก็เช่นกันที่ว่ากันถึงเรื่องการพยายามลักลอบขนของเถื่อน เข้าประเทศ ซึ่งก็ต้องคอยล่อหลอกไม่ให้ถูกตรวจจับได้ว่าขนอะไรเข้ามาและมันอยู่ที่ไหน หนังดูจะมีองค์ประกอบที่น่าสนใจหน่อยตรงที่มีการนำเสนอเรื่องราวของอาชญกรรม ความรุนแรงของธุรกิจผิดกฏหมาย ซึ่งเมื่อนำมาผสมกับหนังโจรกรรมก็ทำให้ดูออกมาไม่ถึงขั้นน่าเบื่อไปซะที เดียวหนังมีจังหวะล่อหลอกหลายครั้งมีทั้งที่น่าตื่นเต้นตามไปด้วยและก็มีทั้งที่ ไม่น่าตื่นเต้นตามไปด้วย เพราะก็เหมือนว่าเราจะแอบรู้ตอนต่อไปอยู่บ้างแล้วเล็กน้อย การดำเนินเรื่องบางส่วนก็เร็วจนเกินไปเช่นจังหวะที่ไปปล้นภาพเขียนจนทำให้ดู เหมือนเหตุการณ์ถูกยัดใส่ๆเข้ามาให้เรื่องมันเกิด อีกจุดที่น่าสนใจก็คือว่าหนังมีการเผยให้เห็นถึงองค์ประกอบต่างๆที่ราย ล้อมอยู่ในเรื่อง ซึ่งเมื่อถึงจังหวะหักมุมหนังก็หักมุมตามที่คาดไว้และมันก็ไม่ยากเกินไปที่ จะเดาว่าอะไรไปอยู่ตรงไหน เพราะก็คงมีไม่กี่อย่างที่มันจะไปอยู่ได้ ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่ปัญหาของหนังเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวแต่เป็นปัญหาของ หนังโจรกรรมทุกเรื่องการดำเนินเรื่องนั้นดูจะน่าผิดหวังเล็กน้อยเมื่อคลี่คลายโดยให้ตัวเอกสมหวัง ชีวิตผาสุข ได้เงินทองมากมายมีแต่ได้กับได้ ในขณะที่ตัวละครอื่นๆนั้นต้องรับโทษรับผลผิดไปตามๆกัน ทั้งๆที่หนังเรื่องนี้กำลังนำเสนอวงจรของธุรกิจผิดกฏหมาย ที่เป็นแรงดีดกันไปมาแต่กลับมาจบแบบชีวิตสุขสันต์ทุกอย่างสดใส ดูจะไม่สอดรับกับตัวหนังที่ถูกนำเสนอมาตั้งแต่แรกเท่าไหร่นัก

Total Recall

ดูหนัง

Total Recall (Len Wiseman,2012) – 6.5/10

หนังหยิบเอาชื่อหนังชื่อเดียวกันที่อาร์โนลด์เคยแสดงไว้เอามาสร้างใหม่ ซึ่งเหมือนว่าฉบับนี้มีความตั้งใจที่จะย้อนไปยังต้นฉบับตามหนังสือมากกว่า ฉบับเก่า ซึ่งโดยภาพรวมในแง่ของความสนุกแล้วก็ทำออกมาได้ดีในระ

ดับหนึ่งเลยทีเดียวการเปิดเรื่องนั้นค่อนข้างทำให้หนังหมดความน่าสนใจไปในระดับหนึ่งเพราะเล่น เอาความฝันซึ่งโยนใส่คนดูที่คนดูเดาเองได้แต่แรกแล้วว่านี่คือสิ่งที่เคย เกิดขึ้นจริงๆ ทำให้ปมปริศนาที่จะดำเนินถัดจากนี้ไปลดความน่าสนใจลงไปฮวบฮบเหมือนกัน ซึางจากผลพวงของฉากเปิดเรื่องทำให้เราได้เห็นแล้วว่าพระเอกนั้นเคยเป็นอะไร มาก่อนทำให้ปมล่อหลอกที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นไม่น่าสนใจ และไม่ชวนลุ้นอะไรเพราะเรารู้ว่าเดี๋ยวปมนี้มันก็จะต้องเผยออกมา ทำให้หมดแง่มุมความสนุกไปเยอะ และการมาถึงของฉากต่อสู้แบบเผลอตัวก็ช่างไม่น่าสนใจและน่าขบขันในความซ้ำซาก เป็นอย่างมาก และรีคอลในเรื่องนั้นก็ดูจะแปลกแหม่งๆในการมีอยู่ในเรื่องเล็กน้อยหนังค่อนข้างมีฉากแอคชั่นต่อเนื่องยาวไปเรื่อยๆ ซึ่งบางทีก็ดูจะเยอะเกินไปจนเราไม่ได้รู้สึกสนุกอะไรกับมันซักเท่าไหร่เพราะ มันกลายเป็นโทนปกติของหนังไปซะแล้ว การดำเนินเรื่องหลักๆนั้นก็ยังมีแง่มุมน่าสนใจที่ว่าหนังไม่ได้เปิดเผยให้ เรารู้อะไรเท่าไหร่ เราได้แต่รู้ตามที่ตัวเอกรู้ซึ่งทำให้หนังพอจะมีปมและแง่มุมน่าติดตามอยู่ บ้าง มีการล่อหลอกซ้อนแผนกันบ้าง มีการพูดถึงอดีตและปัจจุบันที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่กลับน่าสงสัยก็คือ เดอะฟอลล์ไม่ดีอย่างไร คนในอาณานิคมถูกกดขี่อย่างไร และอะไรในปัจจุบันที่ทำให้ตัวเอกถึงตัดสินใจตัดขาดจากรัฐบาลทั้งๆที่เขาเอง ไม่ได้พบแง่มุมอะไรเท่าไหร่ให้ตัดสินใจเลย หรือถ้าหากแผนทั้งหมดนี้ที่ฮาวเซอร์วางไว้ เมื่อไหร่มันถึงจะถูกใช้งานในเมื่อเขาถูกล้างความจำและใช้ชีวิตไปวันๆ และรีคอลล์ก็เป็นการดำเนินชีวิตที่ออกนอกแผนดังนั้นถ้าเข้าใช้ชีวิตไปวันๆ เรื่อยๆโดยที่มีตัวตนใหม่ไม่สามารถจะตามตัวเจอได้ แล้วเมื่อไหร่แผนนี้ถึงจะถูกใช้ ทำให้เหตุผลบางอย่างในเรื่องนั้นมันย้อนแย้งกันเองอยู่บ้าง ซึ่งถ้าหากหนังมีการให้แง่มุมของสภาพสังคมในเรื่องดีกว่านี้นี่อาจจะกลาย เป็นหนังไซไฟเนื้อหาดีที่วิพากษ์สังคมก็ได้

แต่ส่วนที่น่าชมเชยเป็นอย่างมากก็คือการออกแบบงานสร้างทั้งหลายในเรื่องที่ ทำออกมาได้อย่างสวยงามและเห็นความเป็นอยู่ของแต่ละชุมชนและมีความเป็น ปัจจุบันผสมกับไซไฟโลกอนาคตอยู่บ้าง จะติดก็แต่ตรงที่หนังเหมือนพยายามเอาภาพลักษณ์ของเอเชียที่ดูล้าหลังเข้าไป ผสมทำให้ถึงแม้จะมีความแปลกเก๋แต่ก็ดูจะมีมุมมองของการมองโลกในมุมแคบๆผสม อยู่ แต่โดยรวมๆแล้วก็ทำออกมาได้อย่างดีและดูเก๋ไก๋ไม่น้อยเลยทีเดียว

The Kingdom

The Kingdom (Peter Berg,2007) – 7/10

หนังที่ว่าด้วยวิกฤตการก่อการร้ายในตะวันออกกลางในประเทศที่ไม่ใช่อิรัก อัฟกานิสถาน โดยเล่าเรื่องผ่านหน่วยงานที่ไม่ใช่ ทหาร นาวิกโยธิน ทำให้หนังเรื่องนี้มีแรงขับเคลื่อนและฉากหลัง ในประเด็นที่มีรสชาติแตกต่า

งอ อกไปจากหนีงเรื่องอื่นๆ หนังเล่าเรื่องของเอฟบีไอกลุ่มหนึ่งที่ดิ้นรนทำทุกวิถีทางฝ่าฝืนคำสั่งให้ ตัวเองเข้าไปในประเทศซาอุดิอาราเบียเพื่อตรวจหาหลักฐานการวางระเบิด ชาวอเมริกันครั้งใหญ่ให้ได้แรกเริ่มหนังใช้อนโฟกราฟฟิคผสมกับคำบรรยายเพื่อบอกเล่าความสัมพันธืร ะหว่างอเมริกากับซาอุ ซึ่งในส่วนนี้ค่อนข้างรวดเร็วและข้อมูลก็ไม่ละเอียดเท่าไหร่นัก ถ้าคนที่ไม่ได้สนใจเหตุการณ์ต่างๆของโลกก็อาจจะตามไม่ทันเอาได้ แต่ในส่วนนี้ก็ยังพอจะย่นย่อให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ อยู่บ้าง ลีลาโดยรวมของหนังมาในรูปแบบแฮนด์เฮลด์ซะเป็นส่วนใหญ่ทำให้เรารู้สึกเหมือน แอบติดตามเหตุการณ์ร่วมไปกับตัวละคร และยังรู้สึกจริงไม่มีการปรุงแต่งใดๆกับเหตุการณ์ดังกล่าวในส่วนนี้ใช้ เทคนิคมาสนับสนุนเนื้อหาได้เป็นอย่างดี หนังเป็นหนังแนวเล่าเรื่องเหตุการณ์รวมๆไม่ได้มีการเล่นแง่มุมหรือมิติกับ ตัวละครใดเป็นพิเศษหรือไม่ได้เล่าเรื่องแบบฟิคชั่นให้เราติดตามความน่า ตื่นเต้น แต่เหมือนตัวหนังเป็นการบันทึกและนำเสนอเหตุการณ์หนึ่งๆของคนกลุ่มหนึ่งให้ เราได้ดูซึ่งก็ทำให้เรารู้สึกจริงกับมันแต่ก็ไม่ได้มีความบันเทิงกับมันเท่า ไหร่นักซึ่งในส่วนนี้ก็คงแล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคลการดำเนินเรื่องของหนังค่อนข้างดูจะเข้าข้างฝั่งอเมริกาซะเป็นส่วนมากโดยมี การวางฝั่งตัวเองให้เป็นพระเอก ฝั่งตรงข้ามเป็นผู้ร้าย ใครที่คิดเหมือนตนช่วยเหลือตนก็จะเป็นพระเอกใครที่ไม่ใช่ก้จะกลายมาเป็น ผู้ร้ายเช่นกัน ซึ่งไม่ได้พูดถึงแง่มุมของปัญหาการก่อการร้ยเลยแม้แต่น้อยว่ามีที่มายังไง มีต้นเหตุ มีปัญหาที่ตรงไหน ซึ่งก็ทำให้หนังเหมือนกลายเป็นหนังสร้างค่านิยมเชิดชูประเทศชาติสร้างภาพ ลักษณ์ให้ฝั่งตรงข้าม หนังใช้เวลาในเรื่องส่วนใหญ่ไปกับการติดตามการหาหลักฐานสืบหาต้นเหตุของการ วางระเบิดครั้งใหญ่นั้น ซึ่งยังพอจะมีแรงกดดันหรือความน่าติดตามอยู่บ้างไม่ได้น่าเบื่อซะทีเดียวอาจ จะเพราะว่าเรารู้สึกจริงไปกับเรื่องราว การดำเนินเรื่องและปมปัญหาเลยยังพอให้เรารู้สึกติดตามได้ไม่เบื่อเท่าไหร่ นัก ซึ่งหนังใส่ความแอคชั่นเข้ามาในช่วงไคล์แมกซ์แค่นั้น

หนังเรื่องนี้เกือบจะกลายเป็นหนังที่นำเสนอทางเดียวโดยที่ไม่น่าสนใจใดๆเลย ทั้งสิ้น จนฉากสุดท้ายมาสรุปให้เราได้รู้ว่าจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้มันถูกเล่าผ่านมุม มองที่แข็งแรงยิ่งนัก ซึ่งก็น่าเสียดายที่ว่ามันถูกนำมาเล่าและขมวดให้เห็นเพียงตอนท้ายเท่านั้น ในประเด็นที่ว่าต่างฝ่ายต่างบอกให้กำลังใจกันและกันว่าเราจะฆ่าอีกฝั่งให้ หมด โดยใช้เทคนิคการตัดสลับช่วยสร้างความรู้สึกเข้ามาให้เห็นชัดเจนขึ้น และถ้าหากจะมองจากตอนจบไปทั้งเรื่องเราก็จะเห็นว่าการเล่าเรื่องนั้นมันเป็น ไปตามมมุมองของผู้สร้างตั้งแต่แรกเลย ตั้งแต่การที่ให้ฝั่งอเมริกาเป็นพระเอกเพราะหนังนั้นเล่าเรื่องผ่านตัว ละครอเมริกัน เราจึงได้เห็นว่าฝั่งตรงข้ามนั้นเป็นผู้ร้ายผู้ทำลายความสงบ เราไม่สนใจปัญหาตั้งต้นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใดเราสนใจแต่สิ่งที่ เราถูกกระทำและสนใจแค่ว่าเราจะกระทำกลับอย่างไร ซึ่งในส่วนนี้เราจะได้เห็นผ่านตัวละครอัลการ์ซีที่บอกว่าผมจะไม่ถามอะไรมัน แต่ผมจะฆ่ามันทันที ซึ่งเป็นเหมือนข้อสรุปให้เห็นว่าเมื่อถึงวันหนึ่งเราอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำแล้ว ว่าเราฆ่ากันทำไมตั้งแต่แรก เรารู้เพียงแต่ว่าฝั่งตรงข้ามคือศัตรู และฝั่งตรงข้ามเรานี่แหละคือผู้ร้ายที่เราต้องปรภาพสะท้อนของเหตุการณ์ความ ขัดแย้งต่างๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งบางทีแล้วสิ่งที่เป็นกลาง สิ่งที่มีข้อเท็จจริงมากที่สุดก็อาจจะเป็นอินโฟกราฟฟิคอธิบายความสัมพันธ์ใน ตอนต้นเรื่องก็เพียงเท่านั้น หรือในอีกนัยหนึ่งก็คือตัวข้อมูล ตัวประวัติศาสตร์ที่รู้ถึงความเป็นมาและความขัดแย้งต่างๆ แต่คนผู้มีชีวิตและมีอำนาจในการตัดสินใจต่างๆจะไม่สนใจข้อมูลเหล่านั้นอีก ต่อไปตราบใดที่อีกฝ่ายจะยังไม่สูญหายไปจากโลกนี้จนหมดสิ้น