ภาษาหนัง

now browsing by tag

 
 

วิจารณ์หนัง The Impossible

The-ImpossibleThe Impossible (Juan Antonio Bayona,2012) – 8/10

หนังที่ค่อนข้างนำเสนอภาพเหตุการณ์ซึนามิได้อย่างจริงจัง และน่าหวาดกลัว ผ่านสถานที่อย่างประเทศไทยโดยนี่คงจะเป็นประเทศไทยที่ตรงตามความจริงที่สุด เท่าที่เคยมีมาในสายตาของชาวต่างขาติเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นจุดขาดในการตัดสินหนังเรื่องนี้ก็คงว่าด้วยทัศนคติของ ผู้ชมที่ว่าจะยึดถือความเป็นมนุษยนิยมมากน้อยแค่ไหน เพราะหลักๆมันว่าด้วยความรักของมนุษย์ที่ธรรมชาติอันโหดร้ายก็ไม่อาจจะทำลาย ครอบครัวและความรักของพวกเขาได้ แต่ถึงจะ มีความสุดโต่งในทางนั้นหนังก็ยังคงพอมีความเข้มข้นทางอารมณ์อยู่บ้างในแง่ ที่ว่าถึงแม้ครอบครัวนี้จะยังคงอยู่ ความรักของพวกเขาสามารถเอาชนะเรื่องราวทั้งหมดมาได้ แต่มันก็เป็นบาดแผลและความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่คนจะรับไหวครั้งหนึ่งเหมือน กัน

หนังค่อนข้างใช้ภาษาหนังดีเยี่ยม สามารถสร้างและดึงอารมณ์คนดูได้อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ใช้เทคนิคง่ายๆที่ว่าภาพที่เคลื่อนไหวรุนแรง รวมไปถึงภาพความรุนแรง และการใช้เสียงที่อึกทึกครึกโครม ในจังหวะที่สามารถทำให้คนดูรู้สึกร่วมได้อย่างมาก สิ่งที่โดเด่นในแง่ของการร้อยเรียงเรื่องที่สุดเห็นจะเป็นช่วงก่อนเกิด เหตุการณ์ในเรื่อง ซึ่งโดยทั่วไปคนดูรู้อยู่แล้วว่าหนังจะต้องเจอกับอะไร แต่ในซีเควนสืก่อนหน้าทั้งหมดนั้นหนังนำพาให้เราไปเจอกับบรรยากาศที่ดูไม่ ปลอดภัย เช่นฉากเครื่องบินลงจอด ที่กล้องถ่ายผ่านหน้าต่างออกไป ซึ่งในการเล่าเรื่องภาพนี้ไม่ได้เล่าอะไรสำคัญเลยแต่ด้วยภาพและเสียงมารวม กันมันกลับส่งผลต่ออารมณ์ในความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัยได้อย่างดี หรือแม้กระทั่งบรรยากาศเงียบงันเช่นว่าภาพถ่ายจากใต้น้ำทำให้เสียงรอบข้าง หายไปกลายเป็นเสียงอู้อี้ ทั้งๆที่ฉากนี้ควรจะเป็นฉากที่สนุกสนานของตัวละคร นอกจากนั้นก็ยังเรียงฉากต่อฉากออกมารักษาอารมณ์ได้อย่างดีไม่รู้สึกโดดหรือ ติดขัดอะไรกลับส่งผลไม่ปลอดภัยลากยาวจนเกิดเรื่องได้อย่างดี

นอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้นว่าหนังค่อนข้างนำเสนอความเป้นมนุษยนิยมอยู่ใน ระดับหนึ่งแล้ว นอกจากนั้นหนังยังมุ่งเน้นบีบคั้นอารมณ์คนดูอย่างขนาดหนักถงขั้นเอาเป็นเอา ตาย เพราะหนังจงใจจะให้เราเห็นภาพที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด บาดแผล ความทรมาน ความไม่สมหวังเต็มไปหมด ซึ่งถ้าหากใครไม่ได้ใคร่ชอบให้หนังมาบีบคั้นอารมณ์แล้วก็คงจะไม่ชอบแนวทาง นี้ของหนังซักเท่าไหร่

นักแสดงแต่ละคนมีพลงการแสดงที่ยอดเยี่ยม ในหลายๆฉากเราถึงกับต้องน้ำตาไหลตามตัวละครออกมาอย่างง่ายๆ โดยที่ไม่ได้มีจังหวะหรืออะไรมาเป็นตัวกำหนดเลย เมื่อถึงเวลาที่ความเศร้าจะมามันก็มาเอง พลังของนึกแสดงก็นำพาไปได้ถึงขั้นจนเราเองก็รู้สึกตามไปได้ไม่ยาก

สิ่งที่ดูจะเหลือเชื่อหน่อยก็คือฉากจบที่ตัวละครเดินตามหากันไปมาจนเจอกัน ทั้งครอบครัว ที่มีจังหวะตามแบบฮอลลีวูดอยู่สูงมาก ซึ่งน่าเสียดายที่ว่าในก่อนหน้าเรื่องดำเนินมาแบบสมจริง เข้มขรึมแต่ตอนจบกลับดูจะเป็นจังหวะแบบฮอลลีวูดๆที่ดูน่าอัศจรรย์ จนความเข้มข้นของตัวหนังนั้นลดลง

โดยสรุปคือตัวหนังนั้นค่อนข้างจะแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลว่าใครชอบหนังแนว แบบนี้หรือไม่ ซึ่งจะบอกว่าเป็นที่ผู้สร้างก็อาจจะว่าไม่ได้เพราะเหตุการณ์จริงๆมันก็คง เป็นเช่นนั้นสิ่งที่ถูกนำเสนอออกมาจึงเหมือนเป็นการสะท้อนภาพเหตุการณ์ออกมา เพียงแต่เหตุการณ์นั้นๆมันมีความดรามาติคอยู่สูงจนทำให้มันกลายมาเป็นความ บีบคั้นไปโดยปริยาย