Step Up Revolution

หนังเรื่อง Step up นั้นแรกเริ่มมันช่างมีสเน่ห์ สนุกสนานและเคลิบเคลิ้มไม่เบา จนจุดเปลี่ยนของหนังเรื่องนี้มาอยู่ที่ภาคสองที่เกิดการทำให้ตัวหนังมีความ เป็นสตรีทแดนซ์มากขึ้น ซึ่งถึงแม้ตัวหนังในภาคส

องนั้น จะยังมีจุดบกพร่อง ช่องโหว่มากมายแต่ก็ไม่อาจจะคัดค้านได้ว่าตัวหนังนั้นสร้างตัวละครที่มี สเน่ห์ให้เราได้ติดตามกันอีกหน ในปัจจุบันตอนนี้หนังได้ดำเนินมาถึงภาคสี่แล้ว หนังเอาบางอย่างที่ภาคต้นไม่มีโดยที่ลืมหยิบสิ่งดีๆของภาคต้นมาด้วย

หนังเหมือนจะมีเรื่องน่าสนใจตรงที่ว่าหนังพูดถึงการต่อสู้ การเปล่งเสียงของคนตัวเล็กๆ แต่พอหนังนำเสนอไปเรื่อยสาระ ตรรกะดังกล่าวก็ช่างดูบางเบาเหลือเกิน เพราะเราก็ไม่ค่อยจะเห็นอะไรเท่าไหร่นอกจากการไปเต้นๆแล้วคนก็ฮือฮาจากนั้น โลกก็สวยงาม ทุกคนสมหวัง และสิ่งที่เลวร้ายคือหนังกำลังเล่าผ่านมุมมองที่คับแคบของโลกทุนนิยม กล่าวคือหนังไม่ได้พูดให้เห็นถึงว่าผลพวงของทุนนิยมมันทำอะไรเราแล้วการ ต่อสู้ของเรานั้นมีเพื่ออะไร แล้วมันสำคัญอย่างไร แต่กลับกลายเป็นว่า พวกฉันจะถูกไล่ที่ ฉันไม่ยอมหรอก ฉันต้องการอยู่บ้านฉัน ชะนั้นจงออกไปซะพวกนายทุน ซึ่งกลายเป็นว่าเหมือนเป็นขี้แพ้ชวนตี โดยความร้ายกาจให้เหล่านายทุนทั้งๆที่พวกเขาเหล่านั้นกทำธุรกิจตามระบอบทุน นิยมก็เท่านั้น ซึ่งถ้าจะพูดให้ถูก ถ้าการกระทำแบบนี้มันเลวร้ายเราก็ควรจะพูดถึงในเรื่องของโครงสร้างไม่ใช่ตี โพยตีพายไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วตราหน้าว่าเขาเป็นผู้ชั่วร้าย

และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ตัวละครหญิงต้องสอบเข้า ต้องเข้ากลุ่ม ต้องอะไรซักอย่างตามความฝัน และก็เป็นอีกครั้งที่จะต้องมีฉากพระเอกนางเอกมาซ้อมกันสองคน และก็เป็นอีกครั้งที่ต้องแยกออกจากกัน และก็เป็นอีกครั้งที่ทุกอย่างกลับมาจบแบบแฮปปี้โดยที่ไม่มีความหนักแน่นอะไร เลย แล้วยิ่งเช่นนั้นแล้วเรื่องก็ดันมาถูกเล่าผ่านตัวละครที่ไม่มีสีสัน ไม่มีชีวิต เราไม่ได้เห็นแง่มุมของตัวละครหรือมุมที่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย ในหนึ่งวันก็เอาแต่เดินไปเต้นๆ ถ่ายคลิปหมกมุ่นกับยอดวิว ปากก็กล่าวอ้างการพูดของคนตัวเล็กๆแต่การกระทำกลับไม่มีอะไรเลย

หนังยังไม่สมเหตุสมผลกับการกระทำหรือความคิดของตัวละคร ที่ชัดน่าจะเป็นฉากที่นางเอกไปออดิชั่นไม่ติดแล้วพระเอกก็มาคุยด้วยโดยก่อน หน้านางเอกโกรธเพราะคิดว่าพระเอกเอาตนเองมาเป็นเครื่องมือต่อต้านพ่อของตัว เอง แต่พอมาฉากนี้กลับมาปลุกใจว่าเมืองกำลังจะถูกทำลายให้สู้สิ แล้วตกลงเธอโกรธเขาหรือเปล่า หรือตกลงเธอจะเอาอย่างไรกันแน่

สุดท้ายแล้วหนังไม่เหลือสเน่ห์อะไรเลย กลับเอาแต่ฉากเต้นมาโชว์ๆ ซึ่งก็ดันเอาฉากเต้นไปผูกกับเรื่องได้ไม่แข้งซะอีก นอกจากนี้ก็ยังเอาดาราดังภาคเก่ามาออกแว่บๆขายกันอย่างทนโท่ ซึ่งถ้าหากหนังเรื่องนี้ยังดึงดันที่จะทำภาคต่อต่อไปเห็นทีว่าก็คงงไม่สำคัญ เท่าไหร่ดูแค่สองภาคแรกก็พอแล้ว