Pulp Fiction

Pulp Fiction (Quentin Tarantino,1994) – 9/10

หนังเปิดเรื่องขึ้นมาที่การหยิบยกเอาความหมายของคำว่า Pulp ขึ้นมาพูด ซึ่งโดยตามเนื้อหาของหนังแล้วก็เข้าข่ายกับความหมายทั้งสองอย่างชัดเจน แต่ในทางที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นการทำหนังเรื่องนี้ที่มีการอ้างอิงรูปแบบ หรือเรื่องราวต่างๆมาจากหนังสือนิยายแนว Pulp-Fiction โดยในหนังเล่าถึงเรื่องของแก๊งสเตอร์ที่อยู่ในแอลเอ ซึ่งก็จะค่อยๆเล่าเรื่องไปทีละมุมมองของตัวละครที่เกี่ยวพันกัน โดยหนังไม่ได้เล่าเรื่องแบบตามลำดับเวลา ซึ่งในจุดนี้การเล่าเรื่องน่าจะ ถูกออกแบบมาให้เหมือนกับการพลิกอ่านหนังสือ เพราะนอกจากจะแบ่งเป็นตอนๆเหมือนให้คนดูต้องติดตามเรื่องราวของตัวละครต่างๆ เหมือนอ่านหนังสือรายเดือนแล้ว ก็ยังพบความเชื่อมโยงของเนื้อหาที่ไม่ได้ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันจากต้นไปจบ แต่สลับกันเป็นเรื่องๆให้คนดูดูไปทีละเรื่องแล้วเอามาต่อกันเอง ซึ่งในส่วนนี้ถูกจัดได้ว่าเป็นการทำให้หนังเรื่องนี้ถูกยกย่องในความโดดเด่น ในเรื่องของการเป็นหนังแบบ โพสต์โมเดิร์น

โพสต์โมเดิร์นนั้นคือยุคหลังสมัยใหม่มีที่มีจากการที่ในแนวคิดแบบโมเดิร์น นั้น ได้มีการกำหนดคุณค่าให้สิ่งต่างๆว่าอย่างไรดีไม่ดี อะไรควรทำแบบไหน จนไปถึงโครงสร้าง ในแง่ของหนังนั้นโครงสร้างนั้นได้ถูกกำหนดมาให้เล่าเรื่องแบบหนึ่งถึงสิบ เป็นแบบแผนการเล่าเรื่องเรียงลำดับทั้งเวลาและกราฟอารมณ์ที่คนทำหนังต่างๆ ต้องใช้กันมาช้านาน ซึ่งพอมาถึงแนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นนั้นก็ได้ตั้งคำถามและพยายามที่จะหักล้าง สิ่งที่โมเดิร์นสร้างเอาไว้โดยการไม่ยึดตามแบบแผนการไม่มีรูปแบบใดๆ โดยความเป็นโพสต์โมเดิร์นของหนังเรื่อง Pulp Fiction นั้นก็คือการที่หนังนั้นนำเอาการเล่าเรื่องมาละเลงให้มันกระจัดกระจายกันไป หมด โดยไม่สนใจการเรียงลำดับทั้งเวลาและกราฟอารมณ์ใดๆ ซึ่งนอกจากผลลัพธ์ที่ออกมาจะถูกผู้สร้างร้อยเรียงออกมาอย่างสวยงามแล้ว ในยุคนั้นรูปแบบแบบนี้ยังคงไม่ใช่อะไรที่นิยมกันแพร่หลายนัก หนังเรื่องนี้จึงมีความโดดเด่นในการเป็นหนังยุคแรกเริ่มในการเล่าเรื่องแบบ ไม่ได้ยึดหลักตายตัว ทำให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตามรูปแบบการเล่าเรื่อง และตัวอย่างของความเป็นโพสต์โมเดิร์นของหนังเรื่องนี้นั้นก็ยังถูกหยิบยกมา เป็นตัวอย่างในการพูดถึงได้อยู่เรื่อยๆไม่ตกสมัย

และซึ่งด้วยความที่หนังเล่าเรื่องจากตัวละครที่หลากหลายและไม่ได้มีการเรียง ลำดับเวลาทำให้มีบ้างบางกลุ่มคนที่จะรู้สึกว่าหนังดูยากและไม่เข้าใจ แต่ถ้าจะดูกันจริงๆจังๆแล้วหนังก็มีทั้งเส้นเรื่องที่เรียงลำดับเวลาอย่าง ชัดเจน และมีตัวละครนำเหมือนหนังปกติทั่วไปด้วย ซึ่งตัวละครหลักของเรื่องหรือตัวละครศูนย์กลางนั้นน่าจะเป็นตัวละคร จูลส์ โดยที่จุดที่เราจะสังเกตได้ก็คือเรื่องเปิดฉากแรกมาที่ร้านอาหาร ถึงแม้เราจะไม่เห็นตัวละครวินเซนต์และจูลส์ในตอนนี้ แต่ทั้งคู่ก็ได้อยู่ในร้านนี้ด้วยเช่นกัน เรื่องเล่าให้เห็นถึงภารกิจที่วินเซนต์และจูลส์ต้องไปทำให้กับมาร์เซลลัส จนกระทั่งตัวละครจูลส์พบกับจุดเปลี่ยนของชีวิตตนเอง และในตอนสุดท้ายของเรื่องก็กลับมาจบที่ร้านอาหารอีกครั้งโดยครั้งนี้เล่า เรื่องผ่านจูลส์เป็นหลัก เราจะได้เห็นว่าเรื่องเริ่มต้นและจบลงที่ตัวละครตัวนี้และตัวนี้ยังเป็นตัว ละครตัวเดียวที่ได้เรียนรู้หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ซึ่งนี่น่าจะเป็นเหตุผลให้จูลส์เป็นตัวละครศูนย์กลางของเรื่อง นอกจากนี้ยังมีการเรียงลำดับเวลาเรื่องราวเอาไว้แล้วด้วยคือ
1.วินเซนต์กับจูลล์
2.สถานการณ์ของบอนนี่
3.ปล้นร้านอาหารทั้ง 2 ช่วง
4.แจ็คแร็บบิท สลิม
5.นาฬิกาทอง
จะเห็นได้ว่าถ้าหากเรียงลำดับเรื่องราวดีๆแล้วเรื่องก็จะมีเส้นเรื่องที่ เกิดขึ้นไม่ได้เละเทะสลับซับซ้อนตามที่เห็นจริงๆ ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งความสนุกของหนังที่คนดูเหมือนต้องต่อจิ๊กซอว์ว่า อะไรอยู่ตรงไหน ต้องดูจากว่าตัวละครตัวไหนหายไปตอนไหน เรื่องนี้น่าจะต่อจากเรื่องไหน โดยจะเรียงได้จากว่าวินเซนต์และจูลส์เป็นตอนเริ่มเรื่องเพราะหนังยังเห็นตัว ละครทั้งสองตัวอยู่ด้วยกันดี ถัดมาก็จะพาไปสู่ตอนสถานการณ์ของบอนนี่ แล้วก็ถัดไปเป็นฉากที่ร้านอาหาร ซึ่งตรงจุดนี้ตัวละครจูลส์ได้ตัดสินใจจะเลิกทำงานนี้ ต่อจากนี้ไปเราจึงจะไม่ได้เห็นจูลส์อีก หรือจะพูดอีกทางก็คือให้สังเกตว่าตอนไหนที่ไม่มี จูลส์ นั่นก็คือเหตุการณ์ช่วงหลัง ซึ่งถัดมาก็น่าจะเป็นแจ๊คแรบบิต สลิม ที่วินเซนต์ต้องพามีย่าไปเที่ยวตามที่มาร์เซลลัสสั่งมา ซึ่งในตอนถัดไปคือนาฬิกาทองนั้นตัวละครวินเซนต์และมีย่าเจอกันในช่วงเวลา น้อยนิดในเรื่องแต่ก็ทักทายและพูดคุยกันถึงตอนที่ทั้งคู่ไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นสถานการณ์หลังสุดของเรื่อง

และถ้าหากว่าการเล่าเรื่องตามลำดับเวลาจริงๆเป็นแบบนี้แล้ว ตัวละครหลักก็มีเรื่องราวของตัวเองจบตั้งแต่ชุดสถานการณ์ต้นๆแล้ว ทำไมยังจึงต้องเล่าเรื่องของตัวละครตัวอื่นอีก เพราะก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องเล่าเรื่องของตัวละครที่ไม่ เกี่ยวพันกับตัวหลักให้ฟัง ความจำเป็นก็คือ ด้วยความที่หนังไม่ได้เล่าเรื่องตามแบบปกติ มีการสลับเรื่องราวเอาไว้ การนำเสนอของหนังจึงนำเสนอแบบเป็นขั้นเป็นตอน เช่นว่าคนดูควรรู้จักมาร์เซลลัส หนังก็เล่าตอนนาฬิกาทองก่อนที่จะไปถึงตอนร้านอาหาร หรือหนังต้องการให้รู้จักมีย่าก็เล่าเรื่องแจ๊คแรบบิต สลิมก่อน ซึ่งก็จะเห็นลำดับความสำคัญของตัวละครได้ว่า การเลือกเล่าตัวละครมีย่าก่อนเพราะมีความสำคัญกับเรื่องน้อย การเล่ามาร์เซลลัสทีหลังเพราะมาร์เซลลัสมีความสำคัญกว่า และถึงตัวละครของบุชจะถูกเล่าถึงด้วยและเป็นชุดเหตุการณ์สุดท้ายของเรื่อง ราวทั้งหมด แต่บุชก็มีความสำคัญตรงที่เข้ามาทำให้คนเห็นตัวละครมาร์เซลลัสมากขึ้น และนอกเหนือจากนั้นการเล่าเรื่องราวทั้งหมดยังคงแฝงไปด้วยลีลาที่จัดจ้านและ สุดแสบที่ในแต่ละตอนก็จะมีหัวข้อต่างๆในการพูดถึง เช่นหลงรักเมียเจ้านาย นัยของการนวดเท้า การให้อภัยของมาเฟีย และอื่นๆที่ทำให้หนังนั้นมีสไตล์เหมือนนิยายชุดที่เล่าเรื่องของแต่ละครโดย มีสาระของแต่ละตอนที่แตกต่างกัน

นอกเหนือจากความเป็นโพสต์โมเดิร์นในทางโครงสร้างแล้ว หนังยังมีมุมมองอื่นๆที่เป็นโพสต์โมเดิร์นอีกด้วย ทั้งการสร้างตัวละคร และการดำเนินเรื่อง ซึ่งในทางตัวละครก็เช่นการที่หยิบเอาตัวละครต่างๆมาทำให้เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ให้หมด เจ้าพ่อมาเฟีย มือปืน กลายเป็นคนธรรมดาๆไม่มีมาดไปทุกตัว เช่นว่า วินเซนต์กับมาร์เซลลัสนั้นเป็นมือปืนที่กำลังจะไปฆ่าคนให้มาร์เซลลัส แต่ระหว่างการไปทำภารกิจกลับพูดคุยกันเรื่องข่าวลือ การเถียงกันเรื่องนัยของการนวดเท้า หรือในส่วนอื่นๆเช่น เจ้าพ่อที่โดนผู้ชายด้วยกันจับข่มขืน นักฆ่าที่ไปเข้าห้องน้ำห้องของคนที่ตัวเองจะมาฆ่าแต่ต้องมาตายซะเอง หรือการให้ตัวละครมาปล้นร้านอาหาร โดยที่ให้เหตุผลรองรับมาเรียบร้อยว่าทำไมต้องมาปล้นที่นี่ โดยเอกลักษณ์ดังกล่าวของเรื่องนั้นทำให้ตัวละครดูมีความเป็นมนุษย์ธรรมดา และมักจะทำให้คนดูคาดไม่ถึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครเหล่านี้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ในหนังแบบเควนติน ทาแรนติโน่ ที่มักจะทำให้คนดูสนุกไปกับการถกเถียงเรื่องเล็กๆใกล้ๆตัวของตัวละคร ความสนุกในแบบที่กวนๆ หรือการติดตามตัวละครในมุมมองที่เห็นว่าเขาเหล่านั้นเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ซึ่งต่างจากหนังในยุคนั้นที่ว่าเจ้าพ่อต้องมีมาดแบบนี้ นักฆ่าต้องมีมาดแบบนี้ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของความสนุกของหนัง และยังมีความเป็นโพสต์โมเดิร์นในการที่หนังทำลายภาพลักษณ์ แบบแผนของตัวละครประเภทดังกล่าวไปจนหมดสิ้น

ในส่วนของการดำเนินเรื่องนั้นก็จะเป็นไปด้วยสถานการณ์สุดประหลาดที่เราไม่ คาดคิดว่าจะเจอ เช่นว่าโจรมาปล้นร้านอาหาร ซึ่งโดยปกติตามหนังตัวละครมักจะปล้นแบงค์ ร้านเหล้า ตามที่ตัวละครบอกแต่กลับมาปล้นที่ร้านอาหาร หรือการที่ตัวละครจูลส์บอกว่าก่อนหน้านี้ท่องพระคัมภีร์ให้ฟังก่อนจะฆ่าใคร เพราะรู้สึกว่ามันเท่ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันมีความหมายจริงๆทำให้เขาต้องการที่จะเปลี่ยนชีวิต ตัวเอง การไปเข้าส้วมแล้วโดนฆ่าตายของวินเซนต์ หรือการโดนผู้ชายข่มขืนของมาร์เซลลัสที่ทำให้เขาให้อภัยบุชที่หักหลังเขาได้ หรือการที่วินเซนต์ไปแอบหลงรักเมียเจ้านายแต่แทนที่จะลงเอยด้วยทั้งคู่มี สัมพันธ์ลึกซึ้งที่ต้องคอยปกปิดกัน เรื่องที่ทำให้ต้องปกปิดกลับเป็นการเสพยาจนเกือบตายของฝ่ายหญิง ซึ่งในส่วนนี้ค่อนข้างมีความสัมพันธ์กับการสร้างตัวละครเพราะตัวละครเองก็ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินเรื่องราว ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นการนำเสนอสิ่งที่แปลกแหวกแนวจากที่หนังแนวนี้ปกติทั่วไป ทำกัน

นอกเหนือจากความโดดเด่นในเรื่องของบทหนังแล้ว ในส่วนอื่นๆของหนังเรื่องนี้จัดว่ายังไม่อยู่ในระดับที่จัดจ้านเท่าไหร่นัก สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากหนังเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆของเควนตินก็คือ ตัวบทภาพยนตร์นั้นมักจะมีความจัดจ้านในรูปแบบและการดำเนินเรื่องมากๆ ซึ่งคุณค่าความดีทั้งหมดของตัวหนังก็อยู่ในการเล่าเรื่องนั้น โดยในส่วนประกอบอื่นๆก็ไม่ได้มีความโดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่การกำกับของเควนตินก็ยังอยู่ในระดับที่เรียกว่าช่วยสนับสนุนตัวบทหนังให้ ออกมาเป็นภาพได้อย่างดี โดยเฉพาะจังหวะต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างมีขั้นมีตอน และทำให้เราลุ้นหรือรู้สึกตามไปกับที่ผู้สร้างต้องการได้อยู่เรื่อยๆ และในหนึ่งความเก๋ของหนังของเควนตินก็คือการที่ตัวหนังมีแหล่งอ้างอิงอยู่ มากมายหลากหลายเต็มเรื่องไปหมด ในครั้งที่ตัวเควนตินเองยังเป็นวัยรุ่นนั้นเขาไปทำงานที่ร้านเช่าวีดีโอแล้ว ก็ได้ดูหนังเก่าๆแปลกๆหรือหนังหาดูยากๆมากมายทำให้หนังของเขาทุกเรื่องมักจะ มีการอ้างอิงถึงหนังเรื่องอื่นๆอยู่ตลอด ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องนี้ แต่ในหนังเรื่องนี้นั้นระดับการอ้างอิงนั้นยังคงอยู่ในระดับที่เป็นภาพรวมซะ ส่วนมากไม่ได้เจาะลึกลงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นว่าอ้างอิงหนังแนวปล้น หนังแนวมาเฟียและหนังแนวมือปืน และมีการแสดงของตัวละครบางตัวที่โผล่เข้ามาแบบอ้างอิงโดยเฉพาะ เช่น Christopher Walken ที่มารับบทเป็นทหารเพื่อนพ่อของบุช โดยในส่วนนี้เหมือนหนังจงใจเอา Walken มาเล่นเพราะเขาเคยโด่งดังมาจากหนังเรื่อง The Deer Hunter ที่เขาร่วมแสดงนำ ซึ่งในหนังเรื่องนี้ก็มีบริบทที่คล้ายๆกันก็คือ ทหารและสงครามเวียดนาม หรือการปรากฏตัวของ Harvey Kaitel ที่ดูแล้วเหมือนเป็นสุดยอดสายลับ นักวางแผนทั้งยังหรูเนี้ยบเท่ตลอดเวลา ซึ่งนี่ก็มาจากความชื่นชอบในตัว Kaitel ของเควนตินเองด้วยแล้ว และคาแรคเตอร์ที่ Kaitel ได้รับนั้นก็เป็นบทบาทที่อ้างอิงมาจากตัวละคร The Cleaner หรือคนเก็บกวาด ในเรื่อง Point of No Return ที่ออกฉายเมื่อปี 1993 นอกจากนี้ยังมีการใช้องค์ประกอบที่เรียกว่า Macguffin ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำกับชั้นครูอย่าง Alfred Hitchcock ชอบใช้พูดถึงการสร้างเรื่องราวและความตื่นเต้นระทึกในเรื่อง ซึ่ง Macguffin นั้นจำกัดความได้ว่าสิ่งซึ่งเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพราะของชิ้นนี้ ซึ่งด้วยความที่คนดูไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วมันมีความสำคัญถึงขั้นทำให้เรื่องเกิดมันจึงสามารถสร้างความลุ้นระทึก ช่วยดึงความอยากรู้อยากเห็นของคนดูได้อย่างดี ซึ่งในเรื่องนี้องค์ประกอบแบบ Macguffin ก็คือ กระเป๋าใบที่วินเซนต์และจูลส์ต้องไปเอามาคืนให้กับมาร์เซลลัส ที่ทุกครั้งที่กล่องเปิดออกจะมีแสงสีทองส่องออกมาและตัวละครจะต้องตกตะลึง งึงงันเล็กน้อยเมื่อเห็นมันแต่คนดูจะไม่ได้เห็นว่ามันคืออะไร ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ใช้ในการอ้างอิงถึงการผูกเรื่องราวตามแบบ ผู้กำกับยุคเก่าที่นิยมใช้การผูกเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ไม่ถึงกับเด่นชัดมากแต่ก็มีความโดดเด่นอยู่ก็คือการออก แบบภาพของหนังที่มักจะมีจังหวะเข้าไปสอดรับกับการเกิดจังหวะพลิกเรื่องได้ อย่างดีในบ่อยครั้ง เช่นว่าเมื่อจังหวะที่ บุชกำลังหานาฬิกากล้องก็มีการเคลื่อนเข้าหาบุชอย่างช้าๆ จากตอนแรกที่เห็นภาพกว้างเป็นเฟรมที่เห็นทั้งห้องเมื่อจังหวะที่บุชระ เบิดอารมณ์เฟรมก็เหลือแต่บุชคนเดียวที่เราเห็น ซึ่งจังหวะในช่วงนี้ทำให้เราเห็นถึงการกำลังจะเกิดเรื่องราวอะไรซักอย่างกับ ตัวละครทำให้เราลุ้นและติดตามกับหนังไปด้วย หรือฉากที่บุชจะเข้าไปช่วยมาร์เซลลัสที่ถูกจับไปทรมานในห้องนั้นภาพก็ทำให้ เราลุ้นได้อย่างดีว่ามีอะไรอยู่หลังประตู กำลังเกิดอะไรขึ้น จะเข้าไปดีหรือไม่ หรือในตอนก่อนที่บุชจะหนีแล้วตัดสินใจกลับไปช่วยมาร์เซลลัสกล้องก็แค่ เคลื่อนเข้าหาบุชช้าๆในชังหวะที่บุชยืนคิด ช่วยเน้นย้ำให้เห็นถึงความคิดบางอย่างที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาตัดสินใจออกมา อย่างชัดเจน และอย่างจังหวะที่บุชกลับมาที่บ้านมาเอานาฬิกาแล้วหันไปเจอปืนอยู่ก็สร้าง ความรู้สึกระทึกชวนติดตามได้