Uncategorized

now browsing by category

 

หนังสุดมันส์ Zero Dark Thirty

Zero Dark Thirty

Zero Dark Thirty (Kathryn Bigelow,2012) – 9/10

ในประวัติศาสตร์แต่ละช่วงเวลาก็มักจะมีเหตุการณ์ที่เป็นสงครามประจำช่วง นั้นๆให้คนแต่ละยุคได้มีความรู้สึกเปราะบางอยู่เสมอ ซึ่งในยุคปัจจุบันเห็นทีจะหนีไม่พ้นสงครามก่อการร้ายระหว่างอเมริกา และฝ่ายก่อการที่นำโดยบินลาเดน เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มประทุขึ้นในเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งในตอนนั้นทั่วโลกรู้ได้ทันทีว่าสงครามกำลังเกิดขึ้น และมิอาจจะจบลงได้ง่ายๆ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่ออเมริกาเหมือนกำลังทำสงครามอยู่กับเงา เพราะอีกฝ่ายสามารถหลบซ่อน แฝงเล้น และก่อการได้อย่างเงียบเชียบไม่มีที่มั่น หรือละแวกอาศัยที่สามารถระบุและกวาดล้างได้อย่างชัดเจน ปีแล้วปีเล่าที่สงครามนี้ดำเนินไปภายใต้ความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของคุณค่า ความเป็นมนุษย์ การเมือง และความถูกต้อง ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ได้เล่าเรื่องของผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการตามล่าตัวบิน ลาเดน

โดยหนังเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วง 9/11 เรื่อยมาผ่านการนำเสนอให้เห็นความโหดร้ายของการทรมาน ความสูญเสีย การตอบโต้กันไปมาของแต่ละฝ่าย ซึ่งท่าทีว่าสงครามจะไม่มีวันจบลงง่ายๆเพราะเราไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าอะไรจะ เป็นเหตุให้เรื่องยุติได้ อย่างมากก็คงทำได้แค่เพียงป้องกันวินาศภัยที่จะเกิด แต่ตัวละครมายาได้ทุ่มเททุกสิ่งอย่างที่มีในการตามล่าตัวบินลาเดนด้วยความ หวังที่ว่ามันจะเป็นการยุติสงครามได้ ซึ่งเราจะได้เห็นความทุ่มเท และการทำงานหนักตลอดระยะเวลาร่วมสิบปีของตัวละคร ซึ่งเหมือนแค่ว่ามันจำเป็นต้องทำแต่เหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด จนสุดท้ายเมื่อเรื่องราวมันยุติลง บินลาเดนถูกสังหารจริงๆ หนังก็ได้ทิ้งคำถามไว้ให้คนดูได้คิด ซึ่งมันก็คงไม่ต่างจากสิ่งที่คนดูเองก็ใคร่สงสัยอยู่ดช่นกันนั่นคือ แล้วสงครามนี้สิ้นสุดลงรึยัง เมื่อเรากำจัดหัวหน้าของอีกฝ่ายได้แล้วทุกอย่างมันสิ้นสุดลงหรือยัง และจากนี้ไปเราจะทำยังไงกันต่อไป การตามล่านับสิบปีมันยุติลงแล้วจริงๆหรือ กล่าวได้ว่าตัวหนังเป็นการนำเสนอภาพของสงครามก่อการร้ายที่คลอบคลุมตั้งแต่ การเกิดจนกระทั่งมาถึงจุดยุติลงในยุคสมัย และได้ทิ้งท้ายไว้ตั้งคำถามถึงความว่างเปล่าและสับสนของตัวสงครามก่อการร้าย ครั้งนี้

หนังค่อนข้างนำเสนอโดยให้ตัวละครหญิงเป็นฝ่ายดำเนินเรื่องและมีบทบาทโดดเด่น ชัดเจน จนแว่วว่ามีกลิ่นความเป็นเฟมินิสต์ของผู้กำกับลอยออกมา แต่กระนั้นตัวหนังก็ไม่ได้อวยกันจนเกินท่าทีเพียงแต่ว่าตัวละครที่ดูแวดล้อม นั้นกลับดูแบนๆ และไม่สามารถลงรายละเอียดให้มิติกับตัวละครต่างๆได้เท่าไหร่นัก และนอกจากนี้ก็คือการนำเสนอผู้ก่อการร้ายในแง่มุมที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งแม้กระทั่งบินลาเดนที่นอกจากเราจะยังไม่ได้เห็นหน้าเขาชัดๆแล้ว การตายของเขายังแทบจะไม่ได้เห็นตัวเขาเลยด้วยซ้ำไป

ความโดดเด่นอยู่ที่ความกดดันอันมีองค์ประกอบมาจากความเงียบของเรื่อง และดนตรีประกอบที่ค่อนข้างโทนลึก รบกวนจิตใจทำให้ตัวหนังดูมีความกดดันและระทึกตลอดเวลา ช่วงเวลาที่ควรจะลุ้นก็สามารถเหยียดจังหวะออกไปได้อย่างดีจนสุดท้ายทั้งความ รู้สึกและเนื้อหาก็ทรงพลังจนกระทบความรู้สึกจนตัวหนังวนเวียนอยู่ในห้วงความ คิดได้เมื่อหนังจบแล้ว

Biutiful

หนังที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตของความสัมพันธ์ใน ครอบครัว ผ่านการสอดแทรกและขับเน้นประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจอันหนักหน่วงของสเปน หนังนำเสนอฉากหลัง และเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลักที่เป็นคนชนชั้นสอง คือเป็นแรงงาน เป็นต่างด้าว และทำงานแบบไม่ได้ถูกต้องตามหลักบ้านเมืองร้อยเปอร์เซนต์ โดยการนำเสนอในส่วนนี้นั้นมีขึ้นมาเพื่อนำไปสอดรับกับความละเอียดอ่อนของ ชีวิตตัวละครอย่างสนับสนุนกันเป้นอย่างดี

กล่าวคือหนังทำให้เราเห้นภาพชีวิตและครอบครัวที่เลวร้าย ไม่ได้งดงาม แร้นแค้น โดยไปอิงกับบริบททางสังคม หนังค่อนข้างนำเสนอให้เห้นหลายครั้งหลายหนว่า ความสวยงามหรือความสุขเล็กๆที่ครอบครัวของเหล่าคนตัวเล็กๆเหล่านี้จะมีได้ก็ คือ ความสุขของการได้อยู่กันเป็นครอบครัว แต่หลายครั้งหลายหนหนังก้นำเสนอให้เห้นว่า เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเหล่านี้มีชีวิตอยู่นั้น มันช่างไม่เอื้อให้เขามีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ได้นานนัก

หนังยังไม่อาศัยช่องว่างในการพยายามบีบคั้นอารมณ์คนดูมากจนเกินไป แต่ค่อยๆเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แล้วค่อยมาตามเก็บจังหวะอารมณืในบางจังหวะเพียงเท่านั้น เพลงประกอบถูกใช้เข้ามาในหนังเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่เมื่อดนตรีดังขึ้นช่วงเวลาเหล่านั้นมันก็มีห้วงที่ให้เราเข้าไปซึมซับ ความรู้สึกกับมัน โดยที่ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาเค้นอารมณืเราจนเกินไป ส่งผลมาให้หนังนั้นดูนุ่ม จริง และส่งผลต่อความอ่อนไหวในอารมณืเมื่อยามจำป็นเท่านั้น โดยยิ่งเมื่อมันถูกนำมาใช้ฉากหลังที่อิงบริบททางสังคมแล้วมันก็ถูกขับเน้น ความจริงออกมาอย่างหนักแน่น

แต่ด้วยความที่หนังมีการอิงบริบททางสังคมอยู่ทำให้เกิดเส้นเรื่องที่เกี่ยว พันกับตัวละครอื่นเข้ามาอย่างมหาศาล ซึ่งในสัดส่วนต่างๆที่ถูกนำเสนอมานั้นดูเหมือนว่าอาจจะมีบางส่วนที่ลดทอนลง ไปได้ และไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องมากมายนัก และอีกส่วนหนึ่งก็คือในการมุ่งนำเสนอความสมจริงของหนังนั้น หนังก็กลับให้ในกลุ่มคนเล็กๆที่ถูกอ้างอิงถึงนั้นมีตัวแทนในภาพของความลำบาก หรือการต้องเอาใจช่วย เช่นว่าแผงลอยผิวดำถูกจับแต่ตัวเอกให้ความสนใจไปกับแค่ตัวละครเดียวที่จะ ช่วยเหลือ หรือแรงงานชาวจีนที่ตัวเอกสนิทสนมและยอมทำทุกอย่างให้ ทั้งๆที่ในแง่ของสังคมแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันก่อกำเนิดมาเป็นหมู่มวลชนไม่ ได้มีความยากลำบากหรือความดิ้นรนแค่เพียงคนใดคนหนึ่ง วิธีการนี้นอกจากจะผูกเรื่องจนยาวแล้ว ยังลดทอนพลังของความหนักแน่นในความจริงลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในขั้นที่เลวร้ายนัก

สุดท้ายหนังสรุปให้เห็นถึงความสวยงามในชีวิตที่มันไม่ได้สวยงาม ผ่านการระลึกถึงความเป็นครอบครัว และความเป็นพ่อ ถึงแม้คนเป็นพ่อจะจากไปอย่างทรมานว่าลูกจะเป็นอยู่ยังไง ถึงแม้ความสุขเล็กๆของเด็กๆจะถูกพรากไป แต่ความสวยงามของครอบครัวนั้นๆจะคงอยู่ตลอดไป ไม้เว้นแม้กระทั่งกับตัวเอกเองที่ยังคงได้ระลึกถึงความงามที่มีแต่พ่อ แม้ตนจะไม่เคยพบเจอก็ตาม

1911 Revolution

1911 Revolution (Li Zhang/Jackie Chan,2011) – 6/10

ในยุคหลังๆมานี้จะเห็นได้ว่าทางฟากฝั่งหนังจีนนั้นมีการทำหนังที่อ้างอิง ประวัติศาสตร์มากมายออกมาถ้วนหน้า ตั้งแต่มังกรสร้างชาติไปจนถึงจุดกำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งโดยส่วนมากนั้นมักจะมาจากจีนแผ่นดิน ใหญ่ ซึ่งในครั้งนี้เองฮ่องกงก็ไม่ยอมน้อยหน้าด้วยการเล่าถึงประวัติการสร้างชาติ ของฝั่งรัฐบุรุษของตนเองบ้าง นั่นคือ ดร.ซุน ยัดเซ็น สิ่งที่จะเห็นได้ว่าความคิดหรือทัศนคติในการสร้างประวัติศาสตร์ของทั้งสอง ชาติจะต่างกันด้วยทัศนคติและระบอบการปกครองที่แตกต่างกันของทั้งสองฟากฝั่ง แม้จะเป็นจีนด้วยกันก็ตาม

ความล้มเหลวของหนังประวัติศาสตร์สร้างชาติเรื่องก่อนๆก็คือการพยายามยัด เยียดชุดข้อมูลและบุคคลต่างๆเข้ามาอยู่ในหนังให้หมด ซึ่งในความเป็นหนังแล้วนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะย่อยประวัติศาสตร์ที่ มีเนื้อหาเป็นร้อยๆหน้าให้มาอยู่ในหนังเรื่องเดียวได้อย่างครบถ้วนและ สมบูรณ์แบบ ซึ่งกับหนังเรื่องนี้เองก็เช่นกัน แต่อย่างน้อยในระดับของการนำเสนอผ่านสายตาตัวละครหลักยังดีที่มีทิศทาง มากกว่าที่เคยมีมาบ้างหน่อย โดยที่ตัวหนังพยายามจะเล่าเรื่องให้ครบทุกมุมแต่ก็ยังคงมีการยึดตัวละครหลัก ในการดำเนินเรื่องเอาไว้อยู่บ้าง

ข้อเสียที่มีถัดมาก็คงเป็นหนังทำนองเดียวกันในเรื่องอื่นๆ ที่ว่ามีการนำเสนอตัวละครออกมามากจนเกินไป จนกลายเป็นว่าเมื่อเราดูทำให้สมาธิในการจับจ้องการมาของตัวละครและพยายามหา ความสำคัญของการมีอยู่ของตัวละครอย่างจดจ่อ โดยที่ในความเป็นจริงแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยเพราะ ใครจะไปจำหน้าของตัวละครที่โผล่หน้าออกมาสองวินาทีครึ่งพร้อมกับหน้ามุมทแยง ข้าง และคำแนะนำตัวที่เร็วไวแสงขนาดนั้นได้ จึงนอกจากเรื่องจะรกรุงรังแล้ว คนดูยังต้องไปสนใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ตลอด

แต่นอกเหนือจากข้อเสียที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ที่เหลือหนังก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดีในแง่ของความตรึงเดรียด และการให้มุมมองความเป็นมนุษย์ของราชวงศ์ชิง ที่มีมิติของความหวาดกลัว ความกลัวเสียอำนาจอยู่ตลอดทั้งเรื่อง นับเป็นข้อดีที่หนังนำเสนอออกมาอย่างมีมิติและตึงเดรียดได้อย่างเหมาะสม แต่อีกอย่างหนึ่งเฉกเช่นกับหนังประวัติศาสตร์ทั่วๆไปคือ ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์พื้นหลังอยู่บ้างมิเช่นนั้นก็จะทำให้ตาม เรื่องยาก ซึ่งในแง่ของการนำเสนอแล้วควรจะนำเสนอให้คนที่ไม่รู้ก็สามารถดูได้อย่างเข้า ใจ ด้วยวิธีการอธิบายที่เหมาะสม

Dylan Dog: Dead of Night

Dylan Dog: Dead of Night (Kevin Munroe,2010) – 5.5/10

หนังเรื่องนี้ได้นำเอาโครงเรื่องมาจากการ์ตูนในชื่อเดียวกัน โดยตัวละครเอกกับโลกของเรื่องราวก็เป็นรูปแบบคล้ายๆกัน ซึ่งก็ทำออกมาได้อย่างน่าดูอยู่บ้างพอตัว เพราะถึงแม้ว่าจะมีโครงเรื่องแบบอมน

ุษย์ อยู่ร่วมกับเรามาอย่างมากมายมหาศาล หนังเรื่องนี้ก็เล่นใหญ่โดยการเอาอมนุษย์ทุกประเภทมาอยู่ในหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่แวมไพร์ มนุษย์หมาป่า ซอมบี้ และอื่นๆ และยังเล่นท่าแปลกโดยการผสานโลกของคนและอมุษย์เข้าด้วยกันในรูปแบบใหม่ ในความสัมพันธ์แบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอยู่บ้าง ก็ทำให้หนังดูน่าสนใจติดตามได้พอตัวแต่ไม่รู้ว่าด้วยอะไรโปรดัคชั่นของหนังเรื่องนี้จึงออกมาดูเกรดบีอย่างช่วย ไม่ได้ ด้วยแสง ด้วยการออกแบบ หรือด้วยอะไรต่างๆทำให้ตัวหนังดูแคระกว่าที่เนื้อหาจะเอื้อให้มันเป็น นอกจากนี้ก็มีการออกแบบที่หลายครั้งก็ยังชวนให้เราหงุดหงิดอีกด้วย โดยเฉพาะในช่วงไคลแมกซ์ที่ดูเหมือนจะเอาความฮามารวมเข้าไว้ด้วยกันเลยที เดียวโครงเรื่องก็ดำเนินตามสูตรคล้ายๆหนังแนวนี้ที่ว่าเริ่มต้นด้วยปริศนา ตัวเอกมีอดีตที่เจ็บปวด เรื่องราวซับซอนตามล่าสิ่งของที่จะปลดปล่อยสิ่งชั่วร้าย สุดท้ายหักมุมว่าผู้ที่มาติดต่อตัวเอกนั่นแหละคือผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็ทำให้การดำเนินเรื่องเจื่อนๆไปบ้างว่ามาแบบนี้อีกแล้ว แต่ก็ยังคงมีการวางตัวต่อให้คนดูไล่ตาม หรือการสร้างเหตุการณ์ที่ตัวเอกต้องเผชิญให้คนดูพอจะสนุกไปได้บ้างเล็กน้อยโดยรวมหนังเรื่องนี้ก็ไม่ค่อยมีเรื่องเล่าอะไรใหม่ๆ แต่ในเนื้อแท้แล้วหนังน่าจะทำได้ดีกว่านี้เพราะจากความบกพร่องต่างๆที่ราย ล้อมอยู่ตัวหนังก็ยังพอทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้ายกระดับงานสร้างและมีการออกแบบงานสร้างให้ดูสวยงามและน่าสนใจกว่านี้ ก็น่าจะยังพอเรียกความสนใจและสนุกได้มากกว่านี้

รัก7ปี ดี7หน

รัก7ปี ดี7หน (ปวีณ ภูริจิตปัญญา/อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม/จิระ มะลิกุล,2012) – 5/10

หนังฉลอง 7 ปีที่ไม่น่าจะปลาบปลื้มเท่าไหร่นัก โดยภาพรวมตัวหนังเองก็ยังคงดำรงไว้ซึ่งลักษณะฟีลกู๊ดอยู่ ยังพอจะมีแง่คิดฝากฝังมาให้คนดูได้ลองคิดอะไรดูบ้าง แต่ในระหว่า

งการ ดำเนินเรื่องนั้นกลับเต็มไปด้วยความกลวงเปล่าและไร้เหตุผล ความเป็นแฟนตาซีในด้านความรัก หรือบทสรุปในแบบง่ายๆ มั้งยีงมีการให้ค่านิยมกับบางเรื่องอย่างแปลกประหลาดเรื่องที่ดูจะพอมีอะไรให้พูดถึงหน่อยก็คือเรื่อง 14 ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงช่วงชีวิตวัยรุ่นในยุคปัจจุบันกับโลกโซเชียลได้ อย่างดี การกระทำของตัวเอกเป็นเหมือนการกระทำของเด็กรุ่นปัจจุบันที่ใช้เวลาไปกับโลก โซเชียลจนไม่มีเวลาหรือเห็นคุณค่าให้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการหยิบยกและไม่สามารถแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากสังคม เทียมได้ จากที่เราจะได้เห็นจากตัวเอกที่ไม่ว่าอะไรๆก็จะต้องเอาไปอยู่ในสังคมเทียมซะ หมด และนอกจากนั้นยังต้องการการยอมรับจากคนหมู่มากอีกด้วย และเมื่อเจอปัญหากับตัวเองเส้นแบ่งของชีวิตส่วนตัวในสังคมจริงๆกับสังคม เทียมก็บางเบาจนแยกไม่ได้ว่าอะไรควรจะทำอย่างไร ซึ่งนั่นรวมไปถึงการหมกมุ่นอยู่กับโลกภายนอกไม่ได้ใช้เวลากับตัวเองจนต้องไป ถามหาวิธีแก้ไขเอาจากคนอื่นที่ตนเองไม่เคยเห็นหน้า ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็สามารถพบเห็นได้จริงในโลกจริงๆและยังดูจะเหมาะเจาะสอด คล้องกับการสะท้อนภาพของเด็กวัยรุ่นในยุคปัจจุบันด้วย

ในเรื่องถัดมาการนำเสนอค่อนข้างใช้การตัดต่อสลับไปมาอดีตกับปัจจุบันซึ่งไม่ ได้มีการเรียงลำดับเวลาหรือความสัมพันธ์ใดๆทั้งสิ้น ในส่วนหนึ่งหนังก็อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องลำดับเรื่องราวตัดสลับแบบเรียง ความสัมพันธ์ แต่การคละกันเละเทะไปหมดนอกจากจะทำให้เราต้องมานั่งเรียบเรียงเรื่องราวแล้ว ยังทำให้เราไม่เห็นมิติหรือพัฒนาการทางด้านความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสอง เลย ซึ่งโดยการเล่าเรื่องที่เป็นการข้ามจังหวะชีวิตต่างๆไปมาก็เอื้อให้เราจะไม่ เข้าใจแง่คิดหรือความรู้สึกของตัวละครอยู่แล้วแต่การกระจัดกระจายชุด เหตุการณ์ไปหมดเลยนั้นทำให้เราไม่เห็นพัฒนาการใดๆของความสัมพันธ์เลย ถึงแม้เราจะเห็นครบถ้วนจนหมดแต่เราก็ไม่อาจจะรู้สึกติดตามไปได้ตั้งแต่ต้น เรื่อง นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังมีพื้นฐานอยู่บนความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเราไม่เข้าใจจุดตั้งต้นของความสัมพันธ์และตัวละครแล้วก็ทำให้การดำเนิน เรื่องส่วนที่เหลือและบทสรุปนั้นไม่กระจ่างแจ้งชัดเจน ว่าทำไมตัวละครนี้เป็นแบบนี้แล้วทำแบบนี้ทำไม ทำไมตัดสินใจแบบนี้ แล้วมันจะเป็นไปได้เหรอที่ตัวละครจะทำแบบนี้

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่มีความเป็นแฟนตาซีหวานแหววอยู่สูงมาก เพราะนอกจากจะเป็นตัวเอกสูงวัยบังเอิญพบรักกับหนุ่มน้อยหน้าตาดี เทคแคร์ดีแล้ว อุปสรรคในเรื่องทางด้านความเข้าใจกันก็แทบไม่มี ทั้งยังมีฉากแปลกๆอยู่บ้างเช่นฉากที่ผู้ชายมานั่งใส่รองเท้าให้ หรืออะไรต่างๆนาๆ ที่ดูจะขับเน้นแฟนตาซีจ๋าออกมาอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีการปลูกฝังค่านิยมเรื่องของความผิดในใจอย่างเช่นเรื่องการนอก ใจ ทั้งๆที่สามีก็ตายไปแล้วแต่เราก็ไม่ควรทรยศซึ่งเป็นการสร้างค่านิยมให้ตัว หนังใช้บทสรุปแบบพระเอกๆว่าใช้ชีวิตในวันนี้ให้ดีลืมอดีตและอนาคตไปซะ ทั้งๆที่ประเด็นเรื่องผัวเดียวเมียเดียวไม่น่าจะถูกหยิบยกมาเป็นปมขัดแย้ง ของเรื่องตั้งแต่แรกแล้ว หนังยังพอจะมีดีหน่อยตรงที่ผูกเรื่องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ การต่อสู้เข้ากับการวิ่งมาราธอน และให้ข้อคิดบางอย่างได้บ้าง แต่การดำเนินเรื่องที่ผ่านมานั้นไม่มีส่วนที่น่าประทับใจเลย

โดยรวมๆแล้วสิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกก็คือ โฆษณาแฝงที่อัดแน่นอยู่ในหนังมีปริมาณมากซะจนเหนื่อยในการดูเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังพอโอเคที่เขานำเสนอแบบพยายามที่จะเนียนไปกับบริบทและการดำเนิน เรื่องอย่างที่สุดแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นทนโท่แบบจงใจอย่างมากมาอยอยู่ดี นอกจากนี้ก็คือมาตรฐานการผลิตที่ยังคงสามารถรักษามาตรฐานที่ดีเอาไว้ได้ ทั้งหนังยังคงมีการใช้บรรยากาศที่แปลกแตกต่างให้เหมาะสมกับโทนของแต่ละ เรื่องดังนี้ เรื่องแรกเด็กนักเรียนใช้โทนขาวๆ ความใสๆ ไร้เดียงสา เรื่องสองโทนฟ้า ความเศร้าเสียใจ เรื่องสามกับโทนส้ม การต่อสู้และการเริ่มใหม่ ซึ่งโดยทั้งสามโทนนั้นก็ไปรับกับเซตติ้งทางด้านสถานที่และเนื้อเรื่องได้ อย่างดี กสรนำเสนอในองค์ประกอบต่างๆเลยออกมาได้น่าสนใจและค่อนข้างดี ซึ่งสิ่งที่ดูจะทำร้ายหนังที่สุดก็คือตัวเนื้อหาของหนังนั่นเองที่ถึงแม้จะ มีคำคมแง่คิดต่างๆเข้ามาแล้วก็ยังไม่ช่วยให้การดำเนินเรื่องนั้นน่าประทับใจ ขึ้นมาเท่าไหร่นัก

วิจารณ์หนัง Le Havre

Le Havre (Aki Kaurismäki,2011) – 9/10

ความมหัศจรรย์ของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่ความเรียบง่าย เฉยๆ แต่กลับชวนติดตามและสนุกสนานอย่างบอกไม่ถูก หนังเล่าเรื่องของชายขัดรองเท้าคนหนึ่งที่บังเอิญมาเจอกับเด็กอพยพ แล้วจำต้องช่วยเหลือดูแลเด็กคนนี้ไม่ให

้ตำรวจมาจับไป โดยในระหว่างนั้นเมียของเขาเองก็ป่วยหนักโดยตัวหนังแล้วมีความเป็นมนุษยนิยมอยู่สูงมาก เพราะหนังเชื่อมั่นในคุณค่าความดีงามของมนุษย์อย่างสูงโดยไม่มีกรอบใดๆมา ตัดสินเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้หนังยังมุ่งมั่นทำให้เราเห็นว่ามนุษยืนั้นสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่ง เพราะหนังนั้นเล่าเรื่องเรียบง่าย ไม่ได้เน้นความดรามาติคใดๆ แต่กลับให้เห็นถึงการช่วยเหลือกันของมนุาย์ทั้งสองคน ซึ่งช่วยเหลือโดยเต็มใจและเต็มที่ ซึ่งนอกจากในฉากท้ายของเรื่องที่เด็กถุกตำรวจหาเจอหนังก็ยังให้แง่มุมอัน เปี่ยมไปด้วยความดีงามของมนุษย์ตรงที่เขาเลือกจะปล่อยเด็กไป หรือแม้ในตอนท้ายเมียของเขาที่ป่วยหนักโอกาสรอดน้อยก็กลับมาหายดี แล้วเขาก็ใช้ชีวิตปกติสุขตามเดิมต่อไป

โดยตัวหนังนั้นเรียบง่ายมาก ไม่มีการพยายามกระตุ้นอารมณ์คนดูแต่อย่างไร หนังเล่าด้วยท่าทีนิ่งเฉย แต่ภาพนั้นมีการออกแบบมาอย่างดีหนังเต้มไปด้วยสีสันแต่ก็ขับเน้นความรุ้สึก เหงาออกมาได้ โดยตัวผู้สร้างเองเคยเผยว่าตนเองนั้นมักจะได้แรงบันดาลใจจากภาพเขียนของ ฮอปเปอร์ที่สะท้อนแง่มุมความเปลี่ยวเหงาในสังคมเมืองออกมา ซึ่งหนังก้สามารถสื่อสารอารมณ์นั้นออกมาได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้หนังยังให้ความรู้สึกเหมือนหนังยุคเก่าเล็กน้อยทั้งด้วยสี การวางเฟรมภาพ หรือองค์ประกอบต่างๆทางด้านภาพ

ถึงแม้หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องะรรมดาๆ คลี่คลายง่ายๆ แต่ความสนุกของหนังอากินั้นกลับแฝงอยู่อย่างลึกซึ้ง และชวนติดตามจนเราเองยังประหลาดใจ

The art

The film is a narrative form. A typical indie film. Unfortunately, this technique indie hit, it can not be less favorable coverage. Flaw of this film is how much can the formatting on that.
I returned it to reduce the harm I do not like the movie opens up with a very interesting perspective of the protagonist on the world. The open character of this team. Clear and very strong. But as the story progresses, we find it interesting that it was missing. And in the end we will remember the bad things we see now is just the beginning of the season. I do not really even have a body. Because of the violence, the film began pushing it toward that content with. Love people who are out of sight. In this film came out almost a romantic indie movie. Concentration until it disappeared in the blink of an eye, Bang Bao. And when it progresses, it leads to a conflict that ended in a strange. I was delighted and surprised at the level of the narrative, we do not see that because I think this character. This is what I would do with the character of the man and the woman. I rather lead us to track it without a clear and detailed enough aspects. That will allow us to understand just how much the characters really. What follows is a summary of what was ecstatic that I catch up with the ideas and. Decisions of the characters well. The film tells the story did not do much to convey the story.

Form the narrative of the film seems to be the indie film to the camera, hands-like Head Hill. Shake a little. But did not elaborate on its content and not enough to do it in the form it was. Immediately became annoying. I would also like to mention the issue of the lonely. The problem is that we live in the world. But it looks like that the dimensionless shallow and are not intended to reflect the Creator. Seen by a lot more than that.

Unfortunately, the film is a story with you. If I, if I be able to bring the characters to events or issues. What is stronger than it would have been better.

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!