หนังบู๊

now browsing by category

 

Battle Royale

Battle Royale (Kinji Fukasaku,2000) – 7.5/10

หนังที่มาก่อนกาลของยุคหนังที่คล้ายคลึงกันอย่าง Humger game ที่มีเนื้อหาคล้ายกันไม่มีผิดเพี้ยน และดูเหมือนจะพูดในสิ่งเดียวกันด้วย ด้วยความที่ว่าการพูดถึงการแสดงความเสถียรในการบริหารของอำนาจรัฐ ที่ได้ม าด้วยวิธีการเชือดไก่ให้ลิงดู การกระทำกำหนดชะตาเป็นตายของกลุ่มคนบางกลุ่มมีไปก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจ รัฐที่มีอยู่นั้นมันอยู่เหนือประชาชนทั่วไปขนาดไหน เพื่อให้การดำรงตนของเหล่ามวลประชาสามารถที่จะอยู่ในกรอบแดนที่รัฐวางไว้ ด้วยความหวาดกลัว

แต่บางอย่างแมสเซจมันก็ไม่ได้ออกมาอย่างชัดเจน เพราะท้ายที่สุดหนังก็เล่าให้เห็นถึงความหวังของตัวเอกที่จะต่อต้านกับระบบ ที่ตนเองถูกปกครอง เพราะหนังก็ไม่ได้ให้ข้อมูลแวดล้อมในเรื่องไปซักเท่าไหร่ ทั้งความไม่ชอบธรรมของอำนาจ หรือความเหมาะสมในการใช้นโยบายขั้นเด็ดขาดชุดนี้ ทำให้เราไม่อาจชั่งใจได้ว่าความรุนแรงของตัวนโยบายนี้นั้นมันโหดร้ายเกินไป ในการปกครองาภาพสังคมนั้นๆหรือไม่ เพราะถ้าหากสังคมมันไม่อาจจะปกครองได้ ประชากรต่ำช้ากันถ้วนหน้ารัฐก็อาจจะไม่ผิดที่จะต้องใช้นโยบายที่มีความ รุนแรงสูง หรือสุดท้ายแล้วรัฐเพียงแค่ดำรงไว้ซึ่งอำนาจตนจนต้องใช้นโยบายแบบนี้ ก็เลยทำให้เราไม่เข้าใจการเป็นไปของเรื่องทำไหร่นัก

การดำเนินเรื่องที่เป็นจุดเด่นก็คงเป็นความรุนแรงที่ไม่ประณีประนอมใดๆทั้ง สิ้น ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความดิบกร้าน และความโหดร้ายในระดับจริงจังที่ชีวิตของตัวละครต้องเผชิญ แต่ก็ยังมีความเพี้ยนๆคล้ายๆกับความเป็นมังงะผสมลงไปบ้างทำให้บางส่วนออกมา ก็ชวนเหวอเล็กน้อย

การดำเนินเรื่องผ่านตัวละครหลักค่อนข้างดูจะสดใสไปบ้างเมื่อเทียบกับความ รุนแรงที่ถูกนำเสนอ และตอนจบก็ชวนสุขสันต์เช่นกัน ซึ่งในส่วนนี้ถ้าหากถูกขับให้เห็นความรุนแรงและความจริงจังของความโหดร้าย มากกว่านี้ ตัวเนื้อหาน่าจะไปได้ไกลขึ้นอีกขั้น

The Wind That Shakes the Barley

The Wind That Shakes the Barley (Ken Loach,2006) – 7/10

หนังที่ได้รางวัลปาล์มทองคำไปจากคานส์เมื่อปี 2006 นำเสนอเรื่องราวที่ค่อนข้างจะไม่ได้พบเห็นในดลกภาพยนตร์บ่อยนักนั้นคือช่วง สงครามกลางเมืองในไอร์แลนด์ ด้วยความขัดแย้งที่ซับซ้อนปมปัญหาภายในที่ยุ่งเหยิง จึงไม่แปลกที่หนังจะไปกระแทกใจใครหลายคนได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่พบจากหนังเรื่องนี้ก็คือการนำเสนอที่ค่อนข้างดำเนินไปอย่างรวด เร็ว จังหวะของการเกิดเหตุการณ์สำคัญๆนั้นไม่ค่อยเผยรายละเอียดให้คนดูได้ติดตาม ทันเท่าไหร่นัก

หนังยังมาด้วยปมง่ายๆ ที่ว่าสองพี่น้องสู้มาด้วยกัน สุดท้ายอุดมการณ์แตกแยกกันต้องมาสู้กันเอง โดยผูกเรื่องเข้ากับปมปัญหาในไอร์แลนด์ในตอนนั้น ซึ่งก็สามารถนำเสนอออกมาให้เห็นภาพปัญหาและความขัดแย้ง ทัศนคติได้อย่างชัดเจน แต่การดำเนินเรื่องก็เฉยๆไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นน่าติดตามอะไร ไม่ได้รู้สึกน่าสนใจอะไรขนาดนั้น นอกจากนี้ยังเล่าเรื่องด้วยภาพกว้างผ่านตัวละครที่หลากหลายจนบางทีก็จำแนก ไม่ทันว่าใครเป็นใครสำคัญอย่างไร

หนังมีข้อดีที่พูดถึงมุมมองในส่วนลึกของการต่อสู้ ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะขายแต่ความอึกทึกคึกโครม หรือฉากตระการตาแต่อย่างใด ในบางครั้งฉากที่ตัวละครถูกยิงยังดูไม่สมจริงเลยด้วยซ้ำ แต่ก็สามารถนำเสนอให้เห็นทัศนคติของการต่อสู้ออกมาได้อย่างดี และไม่บ่อยครั้งที่เราจะถูกเล่าเรื่องให้เห็นผ่านในมุมมองของฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลแบบกองโจรเรื่องนี้จึงจัดว่าให้การติดตามเรื่องราว และกลิ่นบรรยากาศที่แปลกใหม่อยู่พอสมควร

การจะติดตามหนังเรื่องนี้จำต้องรู้ข้อมูลเหตุการณ์ช่วงดังกล่าวซะก่อนจึงจะ สามารถติดตามเรื่องได้ทันไม่ตกหล่น แต่ถึงอย่างไรก็ดีการผูกเรื่องแบบหนังเรื่องนี้ก็ถูกทำมาจนบ่อยแล้ว ถึงแม้จะมีประเด็นที่ละเอียดอ่อนและนำเสนอภาพเหตุการณ์ออกมาได้ชัดเจน แต่ความน่าสนใจและความรู้สึกอิ่มเอมที่ได้จากหนังก็ลดลงไปบ้าง

วิจารณ์หนังThe Losers

The Losers (Sylvain White,2010) – 7/10

หนังที่เนื้อเรื่องก็งั้นๆ การผูกปมเรื่องก็งั้นๆ แต่การเล่าเรื่องทางด้านภาพนั้นมันช่างมันสะใจสุดยอดเหลือหลาย หนังหยิบเอาเนื้อเรื่องเดิมๆมาทำซ้ำๆ ตัวละครแบบเดิมๆมาทำซ้ำๆอีกครั้ง และที่แย่คือการเล่าเรื่องที่ดูกระอักกระอ่วนเดี๋ยวจะให้ไปยังงั้น ยังงี้ หรือตัวละครคู่ตรงข้ามที่ก็ดูตลกแบบแปลกๆไม่น่าจะมีพิษภัยอะไรเลยด้วยซ้ำ

แต่ส่วนที่สนุกสุดๆของหนังก็คือการเล่าเรื่องด้วยภาพที่มีลีลาจัดจ้าน โดดเด่นมาก แค่การย้ายสถานที่หนังก็เปิดสถานที่แต่ละเมืองออกมาอย่างน่าสนใจแล้ว การใช้ภาพช่วยเล่าเรื่องในเชิงแอคชั่นนั้นยิ่งสนับสนุนตัวเรื่องเป็นอย่างดี

โดยรวมๆตัวหนังค่อนข้างงั้นๆ ธรรมดาๆ แต่เพราะความโดดเด่นของภาพที่สนุกสนานเก๋ไก๋ทำให้ความสนุกของหนังเรื่องนี้ อยู่ในระดับที่เอ็นจอยเป็นอย่างมาก แต่ถ้าจะมองกันโดยเนื้อแท้แล้วหนังก็ยังเหนาะแหยะไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็น เรื่องเป็นราวเทม่าไหร่นัก

The Expendables 2

The Expendables 2 (Simon West,2012) – 5.5/10

หนังที่พยายามจะเรยกร้องเอาวันวานอันหอมหวานแห่งหนังแอคชั่นยุคเก่าให้หวน กลับมา โดยเอาดารานักบู๊รุ่นเก๋าๆกลับมาคืนจอกันอย่างครบถ้วนที่สุดเท่าที่เราจะ จินตนาการได้ ซึ่งถ้าหากมี สตีเว่น ซีกัล มาอีกคนหนังคงครบอย่างแท้จริง แต่ถึงกระนั้นก็ตามหนังก็เป็นได้แค่หนังพยายามจะหวนเอารูปแบบอดีตมาใช้ เพราะสุดท้ายแล้วหนังก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนุกซักเท่าไหร่ ที่ดูจะรื่นเริงบันเทิงใจก็ดูจะมีแค่การที่เราได้เห็นรุ่นเก่ากลับมาทำอะไร แบบที่เราเคยเห็นเมื่อตอนเขา

หนุ่มๆปัญหาใหญ่ของหนังก็คือการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งการแอคชั่น ซึ่งโดยตามหลักสากลโลกที่ฮอลลีวูดนิยมใช้นั้นมักจะเป็นการตัดต่อเร็ว แต่หนังเรื่องนี้ยังกินไปถึงการเล่าเรื่องเร็ว เมื่อเล่าเรื่องเร็วจนเกินไปทำให้จังหวะเรื่องนั้นๆเสีย และคนดูก็ไม่สามารถจะดื่มด่ำกับเรื่องราวได้ดีเท่าที่ควร แล้วก็พาลจะทำให้ช่วงเวลาแอคชั่นนั้นกร่อยลงไปเสียอีกด้วยซ้ำ เพราะเราจะงุนงงว่าอะไรไปมายังไง เมื่อกี๊เกิดอะไรขึ้นบ้าง แทนที่จะเป็นความสนุกตื่นเต้น อีกจุดก้คือการสรางอารมณ์ให้คนดูไม่สะใจเท่าที่ควรอย่างแรกคือเสียงเอฟเฟค ต่างๆที่ไม่ได้ดูเอะอะเอ็ดตะโรขโมงโฉงเฉงเท่าที่ตัวเรื่องมันกำลังดำเนิน อยู่ กลายเป็นเสียงปืนง่อยๆ เสียงระเบิดง่อยๆ ซึ่งเรื่องเสียงก็ยังกินควบไปถึงการออกแบบดนตรีประกอบที่ดูจะแผ่วๆไม่ได้น่า สนุกตื่นเต้น แต่ดูเหมือนเพลงประกอบบ้านผีสิงอะไรซักอย่างส่วนที่ดูจะสนุกสนานที่สุดในเรื่องคือการเอานักบู๊รุ่นเก่าทั้งหลายมาหยอก ล้อกันตลอดที่โผล่ออกมาในเรื่อง ที่สนุกที่สุดน่าจะเป็น ชัค นอร์ริส ที่ถูกหยอกล้อถึงความเป็นบร๊ะเจ้าชัค ขนาดหนัก โดยเฉพาะมุกงูเห่าที่ใครจะไปคิดว่าจะเล่นกันโต้งๆแบบนี้เลย หรือการล้อเลียนคนเหล็กโดยการให้อาร์โนล์ดพูดแต่คำว่า ไอม์แบ๊คๆ อยู่ตลอดจนบรู๊ซ วิลลิซทนไม่ไหว หรือการมาของคำว่า yippy ki yay อะไรต่างๆจำพวกนี้ที่ถูกนำมาเล่นอยู่ตลอดเรื่องทำให้ดูเป็นสีสันที่สนุกสนาน ถึงการล้อเลียนกันเองของดาราดังต่างๆ แต่ผลเสียก็คือทำให้ทีมนักแสดงนำของทั้งเรื่องดูบทบาทน้อยและไม่มีอะไรน่า ติดตามเท่าไหร่

โดยรวมการเล่าเรื่องก็ดำเนินเร็วไปอยู่บ้าง แต่สีสันก็ยังคงมีอยู่บ้าง การติดตามเรื่องไม่น่าสนุกเท่าไหร่เพราะดูไปเรื่อยๆเร็วๆ และการทำฉากแคชั่น หรือการดึงเอาจุดเด่นของตัวละครออกมายังไม่ดีนัก เช่นว่าดารารุ่นเก่าทั้งหลายจะมีคาแรคเตอร์รูปแบบเฉพาะของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ถูกดึงจุดนี้ออกมาเท่าไหร่นัก และฉากไคล์แมกซ์ที่ก็ดูจะเตะต่อยกันแบบงงๆ ตลกๆก็ทำออกมาได้น่าเสียดาย

สุดท้ายนี้ตัวละคร Billy อาจจะเป็นภาพแทนของหนังแอคชั่นสมัยใหม่ที่ตัวละครเป็นแนวทหารมีปมเจ็บปวด ที่ถูกเพิ่มเข้ามาอาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าหนังแอคชั่นรุ่นใหม่นี้มัน ไม่อึดเท่ารุ่นเก่าเท่าไหร่หรอก และรุ่นใหม่นี่ละที่จะต้องดับสูญไปเพื่อให้รุ่นเก่าต้องออกโรง

10 minute “play”

10 minute “play” (พระจันทร์เสี้ยวการละคร,2012) – B+

เป็นโครงการที่ดีและสร้างสรรค์อย่างมาก ตัวโครงการคัดเลือกบทละครที่เป็นบทออริจินัลขึ้นมาแปดบทแล้วนำมาจัดแสดงเป็น การแสดงการอ่านบทละครซึ่งเบื้องหลังของการทำงานชุดนี้ก็มีความสร้างสรรค์และ การต

ีความที่ขยายผลของแก่นสารในการนำเสนอจากบทละครมาสู่การแสดง จึงมีส่วนที่น่าสนใจอยู่มากภายใต้การจัดแสดงของโครงการชุดนี้แต่ถ้าหากกล่าวเลยมาถึงตัวการแสดงของละครสั้นทั้งแปดเรื่องนั้นก็ยังน่าสนใจ ว่า ที่น่าประทับใจจริงๆและมีความโดดเด่นนั้นยังมีจำนวนไม่มากเท่าไหร่นัก แต่โดยความพยายามในการนำเสนอแล้วนับว่ามีความพยายามในการนำเสนอที่ดี ส่วนหนึ่งที่ทำให้บทละครบางเรื่องโดดเด่นก็มาจากความกระชับเหมาะสมของ เนื้อหาสาระที่จะสื่อสารที่สัมพันธ์กับเวลาสิบนาที ซึ่งความเหมาะสมดังกล่าวก็ทำให้รูปแบบการดำเนินเรื่องนั้นไปอย่างค่อยเป็น ค่อยไปและมีรายละเอียดการจัดลำดับเรื่องราวที่ดี ซึ่งในเรื่องราวเหล่านั้นก็จะมีความละมุนละเอียดอ่อนของประเด็นต่างๆที่ตนนำ เสนอเอาไว้แต่ในอีกหลายๆเรื่องก็จะพบว่ามันอาจจะดำเนินไปได้ไม่สุดทาง หรืออาจต้องการเวลามากขึ้นในการจะดำเนินเรื่องราวเนื้อหาให้สามารถสื่อสาร แก่นสารออกมาได้ หรือบางเรื่องก็มีประเด็นที่นำเสนอโฉ่งฉ่างและดูตื้นเขินไปหน่อยเพียงเท่า นั้นโดยรวมแล้วก็นับเป็นประสบการณ์ที่ดีและหลากหลายมากเพราะนอกจากจะเป็นละครที่ ถูกเขียนบทขึ้นมาอย่างออริจินัลแล้ว ยังมีความหลากหลาย ความแตกต่างของแต่ละเรื่องที่ถูกนำมาจัดแสดง และโดยตัวโครงการก็จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ก่อเกิดการพัฒนาการละครในประเทศ ไทย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในการเข้าชม ซึ่งถ้าหากโครงการเช่นนี้สามารถดำรงอยู่ได้ทุกๆปี และมีผู้สนับสนุนที่มากขึ้นเรื่องๆ ก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงซํกอย่างกับการละครไทยก็เป็นได้

Ruby Sparks

Ruby Sparks (Jonathan Dayton/Valerie Faris,2012) – 8/10

หนังที่ลึกซึ่งและละเอียดอ่อนในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงอย่าง มาก และหากจะบอกว่าเรื่องนี้นำเสนอเรื่องด้วยแฟนตาซีของผู้ชายทั้งหลายก็คงจะไม่ ผิดนัก เพราะหนังเริ่มต้นด้วยตัวละครเอ

กที่ เป็นคนซึ่งไร้ปฏิสัมพันธ์ใดๆกับใครทั้งสิ้น ไม่มีแฟนหรือไม่มีแม้กระทั่งเพื่อน และกำลังประสบปัญหาในการเขียนขนาดหนักจนถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์อยู่เป็นประจำ โดยหนังใช้เวลาในการปูตัวละครค่อนข้างดี ชัดเจนทุกข้อมูล ทุกส่วนของชีวิตหนังเริ่มด้วยการปูชีวิตตัวละครให้เห็นว่าเป็นคนแบบไหน กำลังอยู่ในโลกนี้ด้วยความรู้สึกแบบไหน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาฝันเห็นหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจมหาศาลให้กับ เขาในการเขียนหนังสือเล่มใหม่ ซึ่งเมื่อเขาเขียนไปเรื่อยๆ วันหนึ่งผู้หญิงคนนี้ก็โผล่เข้ามาอยู่ในบ้านของเขา ซึ่งหนังก็ดึงดูดคนดูด้วยการวางให้คนดูอยู่ในสถานะเดียวกับตัวละครเอกที่เรา ไม่รู้ว่าผุ้หญิงคนนี้มีตัวตนขึ้นมาจริงๆหรือแค่เป็นความคิดในจินตนาการ ซึ่งหนังก็ฉลาดในการนำพาให้เราไปเจอกับทางเลือกที่จะทำให้พรเอกได้รู้ว่านาง เอกมีตัวตนจริงๆขึ้นมาโดยการให้ไปพบปะกับคนที่ถูกปูเรื่องราวไว้แต่ตอนต้น เรื่องแล้ว ซึ่งก้ชวนให้คนดูรู้สึกก้ำกึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงนี้หนังก็เทิร์นเข้าสู่พาร์ทโรแมนติคที่พระเอกได้พบเจอกับชีวิตใน ฝันของตัวเองซักทีถัดมาที่จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูจะเป็นการกลับไปเยี่ยมแม่ ที่ทำให้เราเห็นชัดขึ้นไปอีกว่าตัวละครอย่าง คาลวิน นั้นไม่ต้องการจะมีสัมพันธ์ตอบโต้กับใครใดๆทั้งสิ้น จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนดูจะมีรอยร้าวเกิดขึ้น จากนั้นพระเอกจึงใช้อำนาจที่มีในการจะเปลี่ยนแปลงรูบี้ให้เป็นอย่างที่เขา ต้องการเปลี่ยนเธอไปเรื่อยๆ ให้เธอเป็นอย่างที่เขาต้องการ ซึ่งจนสุดท้ายไม่ว่ายังไงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ไม่สามารถจะยื้อให้มัน ดำเนินต่อไปได้หนังบอกเล่าเรื่องซ้ำๆ ด้วยเรื่องเล่าซ้ำๆที่ว่า ความรักคือการรักในแบบที่เขาเป็น หรือการที่ตัวละครในนิยายมีชีวิต แต่นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคำพูดที่ว่า รายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตลอดการดำเนินเรื่องนั้นช่างน่ารักอ่อนหวาน และดึงอารมณ์เราอยู่ตลอด จนเราลืมไปเลยว่าทั้งรูปแบบและสาระแบบนี้ถูกนำมาเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกอีกหนึ่งจุดเด่นก็คือการกำหนดเซทติ้งทั้งบทและด้านการออกแบบงานสร้าง การให้ตัวเอกทำงานเป็นนักเขียนสามารถบอกถึงลักษณะจำเพาะของคนที่ไร้ซึ่ง สังคมทำงานคนเดียว และในอีกนัยหนึ่งคือการเขียนเรื่องราวต่างๆตามใจตัวเองออกมาทำให้เราเห็นตัว ละครตัวนี้ชัดเจนขึ้นในแง่ของลักษณะนิสัย และความสัมพันธ์กับคนรอบตัว และการเซทติ้งบ้านของตัวละครเอกที่ดูขาวโพลนแห้งแล้งไร้สีสัน ไร้ชีวิตใดๆก็ดูจะเป็นภาพสะท้อนความเป็นตัวละครตัวนี้ออกมาได้อย่างดี ซึ่งก็เป็นภาพขัดแย้งกับบ้านของแม่ที่มีความชุ่มชื้น มีสีสันและดูจัดจ้านกว่าตัวละครเอก

สุดท้ายหนังค่อนข้างกินอารมณ์ความรู้สึก แต่ยังเหมือนจะไปไม่สุดทางเท่าไหร่ แต่โดยการเล่าเรื่องแล้วลำดับเป็นขั้นเป็นตอนออกมาได้อย่างดีรายละเอียดครบ ถ้วน ซึ่งถึงแม้อาจจะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์มาก แต่ก็สนุกสนานและชวนติดตามอยู่ตลอดเรื่อง

The Brest Fortress

The Brest FortressThe Brest Fortress (Aleksandr Kott,2010) – 7.5/10

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้มีโอกาสได้ชมหนังจากรัสเซีย และไม่บ่อยยิ่งกว่าที่จะได้เห็นมุมมองหรือเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ สองของรัสเซียที่มีต่อเยอรมัน ประหนึ่งว่าเมื่อมีการพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ สองเมื่อไหร่ก็มักจะเป็นเรื่องของอเมริกาและเยอรมันเท่านั้น ซึ่งโดยเรื่องราวตามประวัติศาสตร์นั้นรัสเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในการต้าน ทานเยอรมันเอาไว้อย่างเข้มแข็งไม่แพ้กัน

หนังเล่าเรื่องผ่านเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งจากน้ำเสียงของการเล่าเรื่องทำให้เรารู้ว่าชายคนนี้ได้มีอายุบ่วงเลยจาก เหตุการณ์ดังกล่าวมานานแสนนานแล้วและการเล่าเรื่องดังกล่าวก็เหมือนเป็นการ ระลึกความทรงจำ แต่เมื่อหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆเราก็พบว่ามุมมองของเด็กคนนี้ที่อยู่ใน เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะหนังดูจะจงใจเล่าเรื่องของตัวละครที่หลากหลาย ไม่มีตัวละครนำชัดเจนแต่นำเสนอให้เห็นถึงกลุ่มคนอันเป็นภาพรวมของความเป็น วีรบุรุษในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งจะว่าไปก็มีข้อเสียอยู่บ้างตรงที่เหมือนว่าตัวละครแต่ละตัวจะพอมีปมมี ประเด็นให้เราได้เห็นอกเห็นใจเอาใจช่วยอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ถูกพูดถึงจนเรา รู้สึกตามไปด้วยได้ หนังเล่าถึงตัวละครแต่ละตัวเพียงเผินๆเท่านั้นและยังมีหลากหลายตัวละครทำให้ เมื่อเราดูไปเรื่อยๆแล้วตัวหนังไม่อิมแพคกับความรู้สึกเราเท่าที่ควร แต่กระนั้นถ้าจะมองว่าเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์บันทึกภาพรวมของเหตุการณ์ไม่ ได้เน้นอารมณ์ร่วมอะไรมากมายหนังก็ทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง

อีกประการก็คือตัวนังมีรูปแบบการนำเสนอที่ดูจะไม่ได้ลื่นไหลเท่าไหร่นักมี การลำดับเรื่องราว ลำดับภาพ ลำดับอารมณ์ที่กระโดดไปมาอยู่บ้างทำให้เรารู้สึกว่าตัวหนังนั้นยังไม่น่า ประทับใจเท่าที่ควรดูติดๆขัดๆ ซึ่งถ้าหากนำเสนอได้ลื่นไหลกว่านี้นี่อายยะเป็นหนังสงครามที่สามารถนำเอาไป ทัดเทียมกับฮอลลีวูดได้ไม่ยากเลย

ส่วนที่น่าชมก็คือหนังมีการถ่ายฉากสงครามออกมาได้สวยมาก อาจจะเป็นหนังที่ถ่ายออกมาสวยเป็นอันดับต้นๆเลยทีเดียว ตลอดการดูหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมกับงานทางด้านการออกแบบภาพอยู่ ตลอดเรื่อง เป็นส่วนเด่นที่แข็งแรงมากๆของหนังเลยทีเดียว

Contraband

ContrabandContraband (Baltasar Kormákur,2012) – 7/10

หนังที่มาแนวโจรกรรมทั้งหลายที่ถูกทำขึ้นในยุคนี้มักจะไม่ค่อยน่าสนใจเท่า ไหร่แล้ว เพราะมุกเก่าๆเดิมๆของการสร้างจังหวะตื่นเต้นนั้นก็จะเหมือนเดิมๆอยู่ตลอด ซึ่งดันกลายเป็นว่าถ้าจะทำหนังแนวนี้ให้สนุกต้อง

มีหักมุม ซึ่งคนดูก็ดูจนรู้แล้วว่าจะหักมุมความหักมุมก็เลยไม่น่าสนุกเท่าไหร่นักกับหนังเรื่องนี้ก็เช่นกันที่ว่ากันถึงเรื่องการพยายามลักลอบขนของเถื่อน เข้าประเทศ ซึ่งก็ต้องคอยล่อหลอกไม่ให้ถูกตรวจจับได้ว่าขนอะไรเข้ามาและมันอยู่ที่ไหน หนังดูจะมีองค์ประกอบที่น่าสนใจหน่อยตรงที่มีการนำเสนอเรื่องราวของอาชญกรรม ความรุนแรงของธุรกิจผิดกฏหมาย ซึ่งเมื่อนำมาผสมกับหนังโจรกรรมก็ทำให้ดูออกมาไม่ถึงขั้นน่าเบื่อไปซะที เดียวหนังมีจังหวะล่อหลอกหลายครั้งมีทั้งที่น่าตื่นเต้นตามไปด้วยและก็มีทั้งที่ ไม่น่าตื่นเต้นตามไปด้วย เพราะก็เหมือนว่าเราจะแอบรู้ตอนต่อไปอยู่บ้างแล้วเล็กน้อย การดำเนินเรื่องบางส่วนก็เร็วจนเกินไปเช่นจังหวะที่ไปปล้นภาพเขียนจนทำให้ดู เหมือนเหตุการณ์ถูกยัดใส่ๆเข้ามาให้เรื่องมันเกิด อีกจุดที่น่าสนใจก็คือว่าหนังมีการเผยให้เห็นถึงองค์ประกอบต่างๆที่ราย ล้อมอยู่ในเรื่อง ซึ่งเมื่อถึงจังหวะหักมุมหนังก็หักมุมตามที่คาดไว้และมันก็ไม่ยากเกินไปที่ จะเดาว่าอะไรไปอยู่ตรงไหน เพราะก็คงมีไม่กี่อย่างที่มันจะไปอยู่ได้ ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่ปัญหาของหนังเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวแต่เป็นปัญหาของ หนังโจรกรรมทุกเรื่องการดำเนินเรื่องนั้นดูจะน่าผิดหวังเล็กน้อยเมื่อคลี่คลายโดยให้ตัวเอกสมหวัง ชีวิตผาสุข ได้เงินทองมากมายมีแต่ได้กับได้ ในขณะที่ตัวละครอื่นๆนั้นต้องรับโทษรับผลผิดไปตามๆกัน ทั้งๆที่หนังเรื่องนี้กำลังนำเสนอวงจรของธุรกิจผิดกฏหมาย ที่เป็นแรงดีดกันไปมาแต่กลับมาจบแบบชีวิตสุขสันต์ทุกอย่างสดใส ดูจะไม่สอดรับกับตัวหนังที่ถูกนำเสนอมาตั้งแต่แรกเท่าไหร่นัก