หนังตลก

now browsing by category

 

หนังอินเดีย Dabangg

Dabangg

Dabangg (Abhinav Kashyap,2010) – 5/10

คือความพร้อมงามในแง่การผลิตของหนังเรื่องนี้จัดได้ว่าดีมากๆ แต่ทั้งนี้เมื่อเป็นหนังอินเดียที่มีตลาดเป้าหมายหลักในชาติตนเองและยังคง ต้องเอาใจตลาดชาติตนเอง เราก็ไม่อาจจะคัดค้านได้ว่าตัวหนังจะมีความสากลจนทุกคน ชมชอบได้ เพราะอย่างไรตัวหนังก็มุ่งเน้นเอาใจตลาดของชาติบ้านตัวเองเป็นหลักอยู่ก่อน แล้ว สิ่งที่ยังคงดรงเห็นได้ก็คือความยาวที่อยู่ในระดับสองชั่วโมงนิดๆ การดำเนินเร่องที่ไม่เน้นครบรสเท่าไหร่ แต่ที่ยังจัดจ้านอยู่ก็คือการร้องและเต้นที่มีมาเต็มที่อยู่ไม่น้อย ซึ่งนับว่าก็เป็นเรื่องดีที่มีการลดความจัดจ้านจำกัดวงแบบหนังอินเดียอยู่

แต่ส่วนที่เห็นจะเป็นเรื่องราวการดำเนินเรื่องนั้นยังคงไม่อาจเล่าเรื่องได้ อย่างสมบูรณ์เท่าไหร่นัก ด้วยความที่ว่าการเปิดตัวละครและการดำเนินเรื่องไปเจอปมปัญหาต่างๆนั้นมัน ไม่หนักแน่นและไม่ชัดเจน ไม่มีมุมมองที่เห็นความเป็นคนซึ่งยังคงมีความจัดในเรื่องของตัวหล่อ ตัวร้ายอยู่มาก และการพยายามตีๆปมปัญหาต่างๆให้ตัวละคร ซึ่งสุดท้ายก็กลับไปแก้ปัญหากันง่ายๆ จนตัวละครขาดความเป็นคนที่มีชีวิตจิตใจไปเลย

ในส่วนองค์ประกอบอื่นๆก็อยู่ในระดับที่ดีในการกำกับภาพนั้นเห็นเค้าลางของ การใช้รูปแบบของสากล และสนับสนุนเนื้อหาเข้ามาใช้จนหนังค่อนข้างมีกลิ่นความเป็นสากลและได้อารมณ์ ตามแนวหนังอยู่ไม่น้อย สิ่งที่น่าจะบั่นทอนคุณค่าส่วนนี้ลงไปหน่อยเห็นคงจะเป็นในส่วนของการตัดต่อ ที่ว่าใช้การตัดต่ออย่างฉับไว เร่งภาพเร็วอยู่บ่อยๆ จนจังหวะของหนังมีโทนเดียวและไม่สะดวกกับคนดูเท่าไหร่นักในการติดตามเรื่อง ราว การออกแบบฉากเอ็ดตะโรก็อยู่ในระดับที่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้ในระดับหนึ่ง เสียแต่ว่าฉากไคลแมกซ์จอแดงในตอนท้ายเรื่องเหมือนจะไปดึงเอามาจากเรื่อง sherlock holmes ฉบับ กายริชชี่แทบทั้งดุ้น

รวมๆคือตัวหนังมีพัฒนาการทางการผลิตท่สูงมาก มีการลดองค์ประกอบความจำเพาะของหนังอินเดียลงไปสูงจนสามารถเข้าถึงคนวงกว้าง ได้มากขึ้นผ่านการดำเนินเรื่องราว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการร้อยเรียง เรียบเรียงองค์ประกอบต่างๆเข้าด้วยกันยังคงไม่ราบรื่นนุ่มนวลมีเอกภาพเท่า ที่ควร แต่ในอนาคตอันใกล้เราคงพอจะคาดเดาคุณภาพจากวงการหนังอินเดียได้ผ่านพัฒนาการ ที่สูงขึ้นจนน่าใจหาย

1911 Revolution

1911 Revolution (Li Zhang/Jackie Chan,2011) – 6/10

ในยุคหลังๆมานี้จะเห็นได้ว่าทางฟากฝั่งหนังจีนนั้นมีการทำหนังที่อ้างอิง ประวัติศาสตร์มากมายออกมาถ้วนหน้า ตั้งแต่มังกรสร้างชาติไปจนถึงจุดกำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งโดยส่วนมากนั้นมักจะมาจากจีนแผ่นดิน ใหญ่ ซึ่งในครั้งนี้เองฮ่องกงก็ไม่ยอมน้อยหน้าด้วยการเล่าถึงประวัติการสร้างชาติ ของฝั่งรัฐบุรุษของตนเองบ้าง นั่นคือ ดร.ซุน ยัดเซ็น สิ่งที่จะเห็นได้ว่าความคิดหรือทัศนคติในการสร้างประวัติศาสตร์ของทั้งสอง ชาติจะต่างกันด้วยทัศนคติและระบอบการปกครองที่แตกต่างกันของทั้งสองฟากฝั่ง แม้จะเป็นจีนด้วยกันก็ตาม

ความล้มเหลวของหนังประวัติศาสตร์สร้างชาติเรื่องก่อนๆก็คือการพยายามยัด เยียดชุดข้อมูลและบุคคลต่างๆเข้ามาอยู่ในหนังให้หมด ซึ่งในความเป็นหนังแล้วนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะย่อยประวัติศาสตร์ที่ มีเนื้อหาเป็นร้อยๆหน้าให้มาอยู่ในหนังเรื่องเดียวได้อย่างครบถ้วนและ สมบูรณ์แบบ ซึ่งกับหนังเรื่องนี้เองก็เช่นกัน แต่อย่างน้อยในระดับของการนำเสนอผ่านสายตาตัวละครหลักยังดีที่มีทิศทาง มากกว่าที่เคยมีมาบ้างหน่อย โดยที่ตัวหนังพยายามจะเล่าเรื่องให้ครบทุกมุมแต่ก็ยังคงมีการยึดตัวละครหลัก ในการดำเนินเรื่องเอาไว้อยู่บ้าง

ข้อเสียที่มีถัดมาก็คงเป็นหนังทำนองเดียวกันในเรื่องอื่นๆ ที่ว่ามีการนำเสนอตัวละครออกมามากจนเกินไป จนกลายเป็นว่าเมื่อเราดูทำให้สมาธิในการจับจ้องการมาของตัวละครและพยายามหา ความสำคัญของการมีอยู่ของตัวละครอย่างจดจ่อ โดยที่ในความเป็นจริงแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยเพราะ ใครจะไปจำหน้าของตัวละครที่โผล่หน้าออกมาสองวินาทีครึ่งพร้อมกับหน้ามุมทแยง ข้าง และคำแนะนำตัวที่เร็วไวแสงขนาดนั้นได้ จึงนอกจากเรื่องจะรกรุงรังแล้ว คนดูยังต้องไปสนใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ตลอด

แต่นอกเหนือจากข้อเสียที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ที่เหลือหนังก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดีในแง่ของความตรึงเดรียด และการให้มุมมองความเป็นมนุษย์ของราชวงศ์ชิง ที่มีมิติของความหวาดกลัว ความกลัวเสียอำนาจอยู่ตลอดทั้งเรื่อง นับเป็นข้อดีที่หนังนำเสนอออกมาอย่างมีมิติและตึงเดรียดได้อย่างเหมาะสม แต่อีกอย่างหนึ่งเฉกเช่นกับหนังประวัติศาสตร์ทั่วๆไปคือ ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์พื้นหลังอยู่บ้างมิเช่นนั้นก็จะทำให้ตาม เรื่องยาก ซึ่งในแง่ของการนำเสนอแล้วควรจะนำเสนอให้คนที่ไม่รู้ก็สามารถดูได้อย่างเข้า ใจ ด้วยวิธีการอธิบายที่เหมาะสม

The Paperboy

The Paperboy (Lee Daniels,2012) – 8/10

หนังที่แสดงความต่ำตมของมนุษย์ผ่านโทนที่ชวนสะอิดสะเอียนตลอดเรื่อง การเอานักแสดงรูปงามอย่างนิโคล คิดแมน และแซค เอฟรอนมาอยู่ในโทนสีร้อนปนชมพูหวานแหวว ช่วยขับเน้นให้ภาพรวมของเรื่องดูเป็น มนุษย์พลาสติคยิ่งขึ้น เพราะมันช่างดูหลอกลวง ชวนฝันและมีเปลือกนอกที่สวยงามสดใส หนังพูดถึงว่ามนุษย์นั้นมันก็ต่างมีดีชั่วปะปนกันไปเหมือนดังคำที่ตัวละคร หนึ่งกล่าวว่า คุณไม่สามารถแบ่งคนเป็นด้านๆได้หรอกว่าด้านดีด้านเลว ซึ่งหนังก็แสดงให้เห็นตามนั้นว่าสุดท้ายคนเรามันก็ ดีชั่วปะปนแล้วเรายังจำแนกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอะไรด้านไหนคือดีหรือเลว เพราะมันก็ยากจะตัดสิน สิ่งที่เราเห็นจริงมีเพียงความรุนแรง ความปราถนาของตัวละคร ที่กระทำการใดๆไปตามทางของตนอยู่เรื่อยๆ

หนังขับเน้นชัดขึ้นตรงส่วนที่ตัวละครของแซค เอฟรอน หลงรักตัวละครของนิโคล คิดแมน ที่ทั้งเป็นผู้หญิงที่ดูต่ำ ไร้ค่าไม่มีอะไรดี แต่เขาก็หลงใหลจนไม่อาจจะถินตัวขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มหลงในสิ่งที่ดูเลวร้าย ไม่น่าพิสมัย สอดคล้องกับความต่ำตมของมวลมนุษย์ และทั้งยังเล่าเรื่องผ่านการทำงานหนังสือพิมพ์ที่ควรจะเป็นการประกอบการที่ มุ่งเน้นที่ความถูกต้อง โปร่งใสที่สุด แต่ก็ทำให้เห็นว่ามันก็ไม่อาจจะหลุดพ้นจากความเลวร้ายของมนุษย์ไปได้ ซึ่งถึงแม้หนังจะไม่ได้ตัดสินคนว่าดีชั่ว แต่ก้ดูจะมีมุมมองที่มองว่าความเป็นมนุษย์ของเรานั้นมันช่างต่ำช้าขนาดไหน

หนังในตอนท้ายขมวดเข้ามาให้เห็นในเรื่องของสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ ถึงแม้ว่ามุมมองที่มีต่อมนุษย์ของหนังเรื่องนี้จะเลวร้าย แต่ว่าสุดท้ายหนังก็พึงบอกให้เราระลึกไว้ว่าสิ่งไหนที่ควรทำก้จงทำมันซะก่อน ที่มันจะสายเกินไป ซึ่งในส่วนนี้ก็ถูกเล่าออกมาผ่านเส้นเรื่องของตัวละครที่ต้องเผชิญกับ ประสบการณ์โหดร้าย แสดงให้เห็นไปอีกว่าเขาไม่ได้เชื่อมั่นเลยว่ามนุษย์จะมีแรงพึงกระทำในสิ่ง ที่สมควรได้ด้วยตัวเอง

ตัวหนังโดเด่นเรื่องโทนเป้นอย่างมาก โทนของหนังทำให้เรารู้สึกร้อนระอุ อึดอัดและรังเกียจขยะแขยงตลอดเวลา ซึ่งถึงแม้จะมีฉากที่ชวนหัวเราะ ฉากที่ดรม่า ผสมปนเปกันไปแต่มันก็กลมกลืนออกมาอย่างน่าประหลาดด้วยเพราะตัวโทนหนังที่ คลุมทิศทางของเรื่องไว้อย่างชัดเจนแต่แรกแล้วว่ากำลังสะท้อนอะไร และนับจากนั้นมาไม่ว่าหนังเล่าอะไรก็ถูกโทนหนังคลอบคลุมเอาไว้เรียบร้อย

สิ่งที่ดูจะขัดหูขัดตาไปบ้างก็คือเส้นเรื่องที่พยายามยัดเยียดประเด็นสีผิว เข้ามาเอาไว้แบบเล่าแล้ว เล่าอีกไม่จบสิ้นซักทีจนทำให้เส้นเรื่องไขว้เขว และยังชวนให้หนังดำเนินออกนอกทิศทางด้วย ซึ่งถ้าหากลดทอนการเล่าเรื่องส่วนนี้ออกไปหนังน่าจะกระชับและเฉียบคมกว่านี้