February, 2013

now browsing by month

 

วิจารณ์หนังเรื่อง The Bourne Legacy

บอร์น เลกาซี่ เป็นเหมือนดั่งสมบัติที่บอร์นทิ้งเอาไว้ให้กับคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบ รัฐบาลๆคล้ายๆกับตนเอง โดยภาคนี้หนังเล่าเรื่องของ แอรอน ครอสส์ ตลอดเรื่องไม่ได้มีเจสัน บอร์นมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่อาจจะเห็นได้ว่าหนังมีการพูดถึงเจสัน บอร์นอยู่เป็นระยะๆ โดยแสดงระยะเวลาที่คาบเกี่ยวกันกับเรื่องบอร์นไตรภาค คำถามสำคัญคือ มันจำเป็นต้องมีการเล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้อีกครั้งด้วยหรือ? และอะไรที่น่าสนใจในโลกของบอร์นอีก?

แอรอน ครอสส์เป็นสายลับ ในโครงการเอาต์คัมที่ถูกรัฐสั่งเก็บกวาดโครงการ แต่ตัวเองดันรอดออกมาได้คนเดียว โดยหนังก็มุ่งเป้าไปที่การเอาชีวิตรอดของครอสส์ ซึ่งมีฉากแอคชั่นเตะต่อยบ้าง ไล่ล่าบ้าง ดวลปืนบ้างมาผสมๆกันตามสไตล์หนังแอคชั่น และคำถามสำคัญระหว่างดูอีกก็คือเราจะอยากดูฉากแบบนี้อีกทำไม ถ้าโครงเรื่องมันไม่แข็งแรงพอ ในตอนเจสัน บอร์นมันมีเส้นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตาม การเดินทางของตัวละครที่น่าสนใจและน่าค้นหา การดำเนินเรื่องเป็นแก่นหลักของการติดตามเรื่องและความสนุก ฉากแอคชั่นเสริมเข้ามาเป็นรสชาติประกอบให้ตัวหนังจัดจ้านมากขึ้นทำให้หนังมี สเน่ห์และครบรสในตัวมันเอง และด้วยความที่เป็นการเปิดมิติของหนังสายลับ เจ้าหน้าที่พิเศษแนวใหม่มันจึงไม่ยากที่เราจะจดจำและสนุกไปกับมัน

แต่บอร์นภาคนี้กลับมาด้วยสไตล์เดิมแบบบอร์นนั่นแหละ แต่เป็นบอร์นที่ทิ้งแม่แบบให้คนอื่นนำไปใช้ต่อจนแทบไม่เหลือความตื่นเต้น แปลกใหม่ใดๆอีกแล้ว และยังกลับมาพร้อมเรื่องราว การดำเนินเรื่องที่ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อเรื่องและแอคชั่นไม่ไปด้วยกัน จนไม่อาจจะกลับมาประกาศตัวได้ว่านี่แหละคือเจ้าตำหรับหนังแอคชั่นยุคใหม่ เรื่องหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าฉากแอคชั่นนั้นทำมาได้อย่างสนุกสนานในระดับที่ไม่ผิดหวัง และการดำเนินเรื่องก็เป็นเหตุเป็นผลและเป็นลำดับได้อย่างดี เพียงแค่มันไม่น่าสนใจเท่านั้น โดยหนังอาจจะเล่นกับแง่มุมความรู้สึกเชิงลึกของตัวละครก็ได้แต่ก็ไม่ได้มี อะไรมากไปว่าเอาตัวรอด และแอคชั่น

สิ่งที่น่าสนใจกลับอยู่ในบริบทแวดล้อมของหนังที่ผู้สร้างอาจจะจงใจใช้หรือ ไม่จงใจก็ตาม ก็คือการมองระบบอำนาจของรัฐ ที่กำลังพูดถึงการก้าวสู่อำนาจต่างๆ การทำให้มนุษย์เป็นเพียงวัตถุไม่ใช่คนอีกต่อไป สร้างขึ้นมา กำจัดทิ้งตามแต่ประสงค์ของรัฐจะเป็นไป หรืออำนาจของรัฐในการแทรกแซงชีวิตประจำวันต่างๆของเราทุกคนที่เข้าถึงได้ อย่างเพียงง่ายดาย บางทีเหล่าสายลับในโครงการต่างๆอาจจะเป็นภาพแทนของประชาชนเหล่าบุคคลทั่วไป ที่ต้องมารับผลจากการกระทำของรัฐ และเขาเหล่านั้นก็เป็นภาพแทนของการต่อสู้เพื่อปลดตัวเองให้หลุดพ้นจากระบอบ ดังกล่าว และคงจะดีถ้าบอร์นในภาคนี้สามารถขับประเด็นที่เข้มข้นเหล่านี้ออกมาให้ได้ ชัดเจนกว่านี้

รีวิวหนัง The Royal Tenenbaums

The Royal Tenenbaums (Wes Anderson,2001) – 8/10

เวส แอนเดอร์สัน ไม่ได้เป็นคนทำหนังที่มีอายุยาวนานมากมาย แต่ก็ไม่ได้มีเส้นทางในวงการนี้แค่วูบวาบ สิ่งที่เห็นจากหนังปี 2001 เรื่องนี้จะสามารถเห็นได้ถึงความเหมือนและความต่างระหว่างผลงานของเขาในยุค นั้นและยุคนี้อย่างชัดเจน

ความแตกต่างก็คือ เราพอจะเห็นสไตล์ในการเล่าเร่องแบบแอนเดอร์สันได้อย่างชัดเจน แต่เราก็จะเห็นความที่ดูเหมือนจะยังไม่ถึงพร้อมทั้งในแง่วิธีการและแนวทาง การเล่าเรื่อง สาเหตุน่าจะมาจากจังหวะของบทและจังหวะของเทคนิคที่ยังไม่ได้ มีความสอดรับกันอย่างลงตัว และบางครั้งมุมกล้องที่ใช้ก็ดูจะเป็นเหมือนการเคลื่อนกล้องตามใจมากกว่าการ สร้างความรู้สึกแบบ megical ในหนังยุคหลังอย่าง fantastic mr.fox หรือ moonrise kingdom ทีี่จะเห็นได้ชัดว่ามีความทรงพลัง และรู้สึกมีมนต์สเน่ห์มากกว่าหนังเรื่องนี้อย่างมหาศาล

ส่วนสิ่งที่ยังเหมือนเดิมเห็นจะเป็นการเล่าเรื่องอันว่าด้วยเรื่องของเด็กมี ปัญหาที่ขัดแย้งกับผู้ใหญ่ ในครั้งนี้การเล่าเรื่องโฟกัสไปที่ตัวละครพ่อ หรือ รอยัล เทนเนนบามส์ ที่เหมือนจะเป็นการเล่าเรื่องผ่านทัศนคติที่ว่า คนที่ละเลยครอบครัวเมื่อรู้ตัวมันก็สายเกินกว่าจะแก้ไข โดยการเล่าเรื่องนั้นแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวละครลูกๆทั้งหลายนั้นมันช่างเจ็บปวด และฝังใจยากจะลืมเป็นอย่างยิ่ง จนไม่อาจจะดำรงสถานะครอบครัวเอาไว้ได้อีก โดยหนังบอกให้เห็นว่าเมื่อคุณทำบางอย่างลงไปแล้วเมื่อคุณนึกถึงมันได้ในภาย หลังสิ่งนั้นจะไม่กลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมให้กับคุณ โดยการที่ทุกอย่างไม่ได้จบลงที่ความสำเร็จในการกอบกู้ครอบครัวของนาย รอยัล เทนเนนบามส์

แต่กระนั้นถึงแม้หนังจะมาด้วยทัศนคติแสนใจร้าย แต่ก็ไม่ได้มองโลกนี้แบบโหดร้ายมากเกินไปนัก หนังบอกว่าคุณมีโอกาสที่จะแก้ตัว แต่คุณก็ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่คุณทำลงไปด้วย เช่นว่า คุณมีโอกาสแก้ตัวในการพาหลานๆไปใช้ชีวิตเที่ยวเล่นอย่างสนุก คุณมีโอกาสได้ปรับความเข้าใจกับภรรยา คุณมีโอกาสได้เปิดใจกับลูกสาว แต่คุณก็ต้องเรียนรู้ด้วยว่าสิ่งต่างๆจะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่ทำได้ในวันนี้คือการแก้ตัว แก้ไขสิ่งไม่ดีที่เคยทำไว้ เรียนรู้มัน ยอมรับมัน แล้วเติบโตขึ้น และปล่อยให้มันผ่านไปตามวิถีของมัน

และด้วยท่าทีของการเล่าเรื่องที่แอนเดอร์สันใช้นั้นค่อนข้าง น่าสนใจตรงที่ว่าเรื่องราวไม่ได้จบลงอย่างสุขสันต์ทุกคนสมหวัง แต่อย่างน้อยมันก็มีความรู้สึกดี และรู้สึกอบอุ่นอยู่ตลอดเรื่องราว โดยหนังของแอนเดอร์สันนั้นมักเหมือนว่าเรากำลังอยู่ในโลกของเด็ก ที่มองทุกสิ่งด้วยมุมสวยงาม สนุกสนาน และขบขัน ไม่มีความตึงเครียด กดดันแต่อย่างใด เมื่อมันมาผสมกับสไตล์การนำเสนอแบบเฉพาะตัวแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่ใช่ฟอร์มที่สุดยอดของแอนเดอร์สัน แต่มันก็อยากที่บอกว่านี่ไม่ใช่หนังที่ดูสนุกและกินใจเรา โดยถึงแม้ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องจะเล่าเรื่องได้ยืดยาดและดูยาวนานไปหน่อย แต่ก็ยังคงมีเสน่ห์ที่เรายากจะต่อต้านได้อยู่ในหนังเรื่องนี้

วิจารณ์หนัง Jiro Dreams of Sushi

Jiro Dreams of Sushi

Jiro Dreams of Sushi (David Gelb,2011) – 8/10

โดยส่วนมากการตัดสินคุณค่าของสารคดีคงจะต้องดูที่ประเด็น เนื้อหา และทัศนคติที่สื่อผ่านออกมาจากการตามติดสิ่งที่เราเรียกว่าความจริงนั้นออก มา ในตอนแรกใครจะรู้ว่าอาหารที่เรียกว่าซูชิที่มีหน้าตาง่ายๆ และมีขายทั่วทุกทีใรปัจจุบันจะมีต้นกำเนิดและมีความลึกซึ้งขนาดนี้

ประเด็นแรกที่หนังนำเสนอให้เห็นคงหนีไม่พ้นการพาเราให้ไปเห็นเบื้องลึกของ ปรัชญาในการทำซูชิ ที่สวยงาม ลึกซึ้ง และไม่มีวันจบสิ้น ในประเด็นถัดมาก็นับว่าเป็นผลพวงของการติดตามชีวิตของจิ โร่ ที่มีปรัชญ่ชีวิตที่แข็งแรงมาก หนังได้พูดถึงเรื่องความพยายาม ความทุ่มเทให้กับสิ่งที่รักจนสุดตัว ถึงขนาดที่ว่าเขาไม่รู้ว่ายอดมันอยู่ตรงไหนแต่เขาก็จะปีนไปให้ถึง เป็นการทำสิ่งต่างๆให้อย่างดีที่สุด สุดความสามารถ ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้เขาเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในการสร้างซูชิ และเขาก็จะยิ่งใหญ่กว่านี้เรื่อยๆเพราะเขาทุ่มเทโดยไม่หยุดยั้งให้กับมัน

อีกประเด็นคือเรื่องของการสืบทอดการก้าวขึ้นมารับช่วงต่อของตำนาน การล้มภาพความคิดของคนทั่วไปว่าผู้สืบทอดมักจะทำได้ไม่ดีเท่า ซึ่งในส่วนนี้ก็แดสงให้เห็นได้ว่าฝีมือของผู้สืบทอดนั้นก็อยู่ในระดับเจนจัด พอๆกัน อันก็เนื่องมาจากความพยายาม และการทุ่มเทดั่งที่พ่อเขาสอนไว้เช่นกัน แต่มันยากกว่าที่จะทำให้เขามายืนในจุดเดียวกับที่พ่อเขายืนได้ เพราะไม่ว่าเขาจะเก่งแค่ไหนคนก็ยังมองภาพพ่อของเขายิ่งใหญ่กว่าอยู่ดี นั่นจึงเป็นสิ่งเตือนให้เขาทุ่มเทให้กับมันหนักที่สุด ฝึกทือให้หนักที่สุด

อันสุดท้ายเป็นประเด็นที่สอดแทรกเข้ามาคือเรื่องของการเห็นคุณค่าของสิ่ง อื่นมากกว่าเงินทอง ในเรื่องทุกคนที่เกี่ยวข้องกับจิโร่หรือแม้กระทั่งจิโร่เองก็ยังให้ความ สำคัญกับเงินทองเป็นสิ่งรองและทุ่มเทให้กับสิ่งที่สวยงาม สิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ไม่เว้นแม้กระทั่งคนขายปลา ขายข้าวที่ไว้ใจจะมอบสิ่งดีๆให้จิโร่อยู่เสมอเพราะรู้ว่าเขาจะสามารถนำสิ่ง เหล่านี้ไปใช้ได้ดีที่สุด ยังมีพูดถึงในช่วงท้ายเรื่องในเรื่องของปลาที่หายากขึ้นว่าเราเองควรจะจับ ปลาแต่พอเหมาะสม ถึงแม้เขาจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีปลาแต่ก็ไม่ควรจะจับมันมาให้หมด อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าแค่ตัวเองด้วย

ลีลาของหนังก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวดี การตีประเด็นให้แตกนั้นสำคัญมากกับเรื่องนี้ เพราะภาพที่มักใช้คือการจับภาพซูชิระยะใกล้ ที่ให้ความรู้สึกใกล้ชิด สวยงามและชวนหิวเป็นที่สุด ทำให้เราเองก็รู้สึกไปกับการเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับความสวยงามในการทำซูชิ และเพลงประกอบก็ยังมีความไพเราะตามแบบเพลงคลาสสิค ที่มีความวิจิตรและมีสุนทรีย์ในแบบที่สวยงามจึงนำมาใช้สนับสนุนกับเรื่องได้ เป็นอย่างดี

หนังเรื่องนี้มีประเด็นที่สอดแทรกอยู่มากมายหลากหลาย แต่ก็นั่นแหละ ในชีวิตคนเราคงไม่อาจจะมีสิ่งใดสิ่งเดียวมากำหนดตัวเราได้ การตามชีวิตคนเช่นนี้ก็เช่นกัน ซูชิที่มีคุณค่ามันย่อมมาพร้อมกับตัวบุคคลที่มีปรัชญาหลากหลายในตนเองอยู่ แล้ว และนี่ก็คือความจริงอีกชุดหนึ่งของการเป็นมนุษย์

วิจารณ์หนัง เรื่อง Irréversible

Irréversible (Gaspar Noé,2002) – 6/10

หนังน่าจะเรียกว่าพลาดในการเลือกรูปแบบนำเสนออย่างที่เป็นอยู่ ด้วยความที่กล้องเหวี่ยงหนักจนเวียนหัวนั้นมันมาในระดับที่มากจนเกินงาม ด้วยฟอร์มการนำเสนอดังกล่าวมันมีความจัดจ้านอยู่สูงการนำมาใช้จึงควรจะชัดเจนว่า จะถูกนำมาใช้เพื่ออะไร โดยในหนังเรื่องนี้เหมือนถูกนำมาใช้แค่ว่าใช้ให้มันโดดเด่น โดยที่ไม่ได้มีเหตุผลแง่อื่นมาลองรับไม่ว่าการจะสื่อสารอารมณ์เฉพาะช่วง หรือการสื่อความหมายใดๆ ซึ่งนั่นทำให้นอกจากจะรู้สึกเบื่อแล้ว ยังอยากให้มันจบไปไวๆซะด้วย

หนังไม่ได้มีอะไรมาก แค่เล่าเรื่องย้อนหลังของคนกลุ่มหนึ่งโดยมีตัวศูนย์กลางเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งได้ถูกข่มขืนและตาย โดยหนังได้ค่อยๆเปิดเผยเรื่องราวในอดีตทีละนิดๆ เป็นการเล่นกับการย้อนกลับอันเป็นฟอร์มเล่าเรื่องหลักของเรื่อง โดยการเล่าเรื่องนั้นเล่าให้เห็นถึงว่าชีวิตที่แสนวิเศษของคนคนหนึ่งนั้นมัน ดำเนินไปสู่ความวินาศได้อย่างไร โดยผ่านแนวคิดที่ว่าจุดเล็กๆจุดเดียวเท่านั้นแหละมันก็สามารถทำลายชีวิตของ เราได้ โดยถึงแม้การย้อนกลับไปดูชีวิตที่ผ่านมาจะได้เห็นตัวละครหรือตัวตนอยู่ใน นั้น แต่ก็ไม่มีทางที่คนตายไปจะฟื้นขึ้นมาได้ ยิ่งตอกให้เห็นความเจ็บปวดได้ชัดเจนขึ้นเมื่อการย้อนกลับไปดูอดีตนั้นๆมัน เป็นเพียงแค่ความทรงจำดีๆที่เราไม่อาจจะแก้ไขมันได้อีกแล้ว

The Way Back

The Way Back (Peter Weir,2010) – 7.5/10

หนังมีการเล่าเรื่องแบบเรียลลิสติคสูงมาก โดยไม่เน้นการสร้างจังหวะหรือความรู้สึกอะไรใดๆทั้งสิ้น แต่กลับเป็นหนังที่ขับเน้นโทนเรียบๆ นำเสนอภาพตามสิ่งที่มันเกิดดดยไม่ได้ใช้เทคนิคหรือความต้องการใดๆในการบีบคั้น อารมณ์คนดูมากมาย ในแง่หนึ่งมันก็ดีที่ทำให้เราได้ติดตามชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งอย่างเรียบง่าย และรู้สึกว่าเราเป็นผู้สังเกตุการณ์คอยดู คอยมองเขาอยู่ตลอดก็ดูจะเป็นผลดีและสอดคล้องกับความ สร้างมาจากเรื่องจริงของหนังไม่น้อย

แต่ในอีกขณะหนึ่งหนังค่อนข้างกินเวลายาวนานอยู่บ้างตามเวลาในชีวิตจริง เมื่อมันถูกนำมาย่นย่อให้เป็นหนังแล้วถึงแม้จะมีความยาวถึงสองชั่วโมงกว่าๆ ก็ยังคงย่อมาแบบโดดๆ ข้ามๆ จนบางจังหวะเราก็แค่เห็นสิ่งที่เกิดแต่ไม่ได้มองเห็นอะไรลึกซึ้งลงไปมากกว่า นั้นอันด้วยว่าหนังเล่าด้วยท่าทีธรรมดาอยู่แล้วและยังกระโดดจังหวะเวลาชีวิต ไปอีกทำให้บางทีเราก็มองมันอย่างทื่อๆไม่ได้มองเห็นอะไรมากไปกว่านั้น

หนังเล่าเรื่องของความพยายามและการไม่ยอมแพ้ การต้องต่อสู้และพบเจอกับอุปสรรคที่แสนจะทรมานโดยยึดเพียงแค่คำว่าอิสรภาพ เพียงเท่านั้น ซึ่งจากหนังที่ได้เห็นก็จะพบว่ายอมตายอย่างมีอิสรภาพดีกว่าตายแบบไร้อิสรภาพ และอิสรภาพแบบมีชีวิตรอดก็ย่อมดีกว่าอิสรภาพแบบไม่รอดชีวิต ทำให้เราเห็นการดิ้นรนต่อสู้ในการเอาตัวรอดของตัวละครเป็นลำดับๆตั้งแต่ขอ หนีให้รอดก่อน ไปจนหนีไปให้ถึงตรงนี้ และหนีไปอีกให้ถึงตรงนั้น ช่วยนำเสนอภาพความเข้มข้นของสังคมและวิถีชีวิตในยุคสมัยนั้นๆได้อย่างเห็น ภาพด้วย ว่าการที่คนต้องดิ้นรนด้วยเหตุผลต่างๆในหนังนั้นมันมาจากสภาพแวดล้อมแบบไหน

Wreck-It Ralph

Wreck-It Ralph (Rich Moore,2012) – 8.5/10

ในสมัยนี้คงมีการเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่น่าจะสะเทือนคนดูหนังไม่น้อย นั่นก็คือการที่หนังส่วนมากแห่แหนกันทำหนังยาวสองชั่วโมงกันเป็นว่าเล่น โดยที่ก็มักดีบ้างและไม่ดีบ้าง ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะดีแต่บางทีมันก็ดูจะ ยาวยืดไม่น้อยเมื่อมันต้องถูกทำออกมายาวตั้งสองชั่วโมง มันรู้สึกน่าเหนื่อยหน่ายมากในยุคที่หนังทุกเรื่องแทบจะมีรันไทม์ในเวลาเท่า กัน แต่กับหนังเรื่องนี้สิริเวลารวมแล้วยาวกว่าชั่วโมงครึ่งมาเพียงนิดเดียว โดยที่ความดีงามและความแน่นเป๊ะของตัวบทและการเล่าเรื่องนั้นครบถ้วนถึงขั้น ที่ว่าเมื่อดูจบก็อิ่มเอม และไม่มีคำถามคาใจใดๆทั้งสิ้น

ความดีงามที่เรามักจะหวังพึ่งพาจากแอนิเมชั่นได้มากกว่าหนังโรงโดยทั่วไปก็ คือ บทที่มีจังหวะการปูเรื่องและตบเรื่องอย่างดี ในหนังเรื่องนี้มีการให้รายละเอียดสิ่งต่างๆได้อย่างดี ทั้งๆที่เป็นโลกใยใหม่ที่เราจะต้องไปทำความรู้จักกับมันแท้ๆแต่ความเข้าใจก็ ถูกแทรกเข้ามาอยู่ตลอด เช่นว่าการเดินทางข้ามเกมผ่านสายไฟ การตายนอกเกมของตัวเอง ที่หนังทำง่ายๆตั้งแต่การแสดงให้เห็นความเป็นไป กับแทรกบทพูด คำเตือนหรืออะไรก็ตามต่างๆมาเป็นระยะ จนเราค่อยๆกระจ่างไปได้เองโดยง่าย นอกจากการปูให้เราเข้าใจในส่วนของข้อบังคับต่างๆในโลกของเกมแล้ว การวางตัวละครก็มีการปูและขมวดด้วยดี เช่นว่าตัวละครเล่าเรื่องการทำเทอร์โบให้เรารู้จักตัวละครดังกล่าวไว้ก่อน และก็นำมาตบกลับเข้าอีกทีในตอนท้าย หรือแม้กระทั่งการวางตำแหน่งของตัวละคนที่ว่าราล์ฟจะเป็นนักทำลายที่ตลอด เรื่องราล์ฟจะคอยทำลายสิ่งต่างๆเสมอ และเฟลิกซ์เป็นคนที่จะมาคอยซ่อมแซมแก้ไขเมื่อสิ่งต่างๆพัง เป็นการใช้ตัวละครนำเรื่องในรูปแบบและทิศทางที่ชัดเจนของสถานะและการดำเนิน เรื่องว่าปมดรามาติคอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวละครบ้าง เช่นว่าการทำลายของราล์ฟส่งผลอย่างใดอย่างหนึ่งก็จริง แต่การมีเฟลิกซ์ก็จะสามารถแก้ไขสิ่งที่ได้ถูกทำลายไปได้ดังที่เห็นได้ในฉาก ที่ราล์ฟมาขอให้ซ่อมรถให้ และยังเป็นการย้ำความสัมพันธ์ที่ไม่อาจจะขาดกันได้ของตัวละครอีกที่ว่า ถ้าราล์ฟทำบางอย่างพังไปก็จำเป็นต้องมีเฟลิกซ์มาค่อยซ่อมให้ และการที่เฟลิกซ์จะซ่อมอะไรได้มันก็ต้องมีของที่พังซะก่อน เหมือนที่ว่าในการจะดำรงเกมของตัวเองอยู่ได้ก็จำเป็นจะต้องมีตัวละครทั้งสอง

นอกจากนี้การที่สร้างตัวละคร วาเนลโลปี้ ให้มีปมปัญหาที่คล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียวก็ทำให้เรื่องนั้นมีปม ที่แข็งแรงและเข้มข้นมากกว่าการสร้างปมให้เหมือนกันเป๊ะๆเพราะมันจะดูเป็น เรื่องแต่งไม่จริงจังขึ้นมาทันที แต่ในกรณีที่หนังเป็นนั้นกลับส่งผลดีที่ว่ามันไม่ได้เหมือนกันทุกอย่างแต่ เป็นความรู้สึกที่สามารถจะเชื่อมโยงถึงกันได้ ทำให้ปมนั้นแข็งแรงมากขึ้น

เอกลักษณ์ที่ไว้ใจได้ก็คือการบีบคั้นอารมณ์ที่มักจะสำเร็จอยู่เสมอ โดยไม่ได้มาจากการตั้งหน้าตั้งตาทำดราม่าแต่อย่างใด แต่มาจากการที่ตัวละครได้เปลี่ยนแปลงและเสียสละตนเองทำบางอย่างเพื่อคนอื่น เช่นกับในตอนท้ายของเรื่องที่ราล์ฟตั้งใจจะสละตัวเองเพื่อรักษาความถูกต้อง ไว้ พร้อมกับได้เรียนรู้และยอมรับตัวเองว่าถึงบทบาทที่เขามีจะเป็นตัวร้ายแต่ก็ ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี ซึ่งสามารถเรียกความรู้สึกและอารมณ์ได้จากคนดูเช่นเดียวกับหนังแอนิเมชั่น เรื่องก่อนๆหน้าที่ใช้ทีไรก็ยังสำเร็จทุกครั้ง

ความดีงามอีกอย่างคือการจัดสรรเวลาให้เหมาะสมหนังนำพาเราไปเจอโลกของเกมที่ ยิ่งใหญ่และกว้างขวางมาก ผ่านรายละเอียดเล็กน้อยทั้งเรื่อง แต่ความสำคัญในการเล่าเรื่องจริงๆกลับมีแค่สามเกม ซึ่งการกำหนดบทบาทเล่าเรื่องแค่เฉพาะที่จะเล่าเท่านั้น ทำให้เวลานั้นกระชับและมีทิศทางที่ดีชัดเจน ซ้ำยังฉลาดที่พาเราไปเจอกับขอบเขตของโลกเกมในรายละเอียดอื่นๆไปหมดเรียบร้อย แล้ว

ไม่น่าสงสัยเลยว่าด้วยองค์ประกอบของเรื่องที่แปลกใหม่ และคุณภาพที่ดีขนาดนี้จะไปตราตรึงใจใครต่อใครได้ไม่ยาก และยิ่งถ้าเป็นแฟนเกมอาเขตทั้งหลายอยู่แล้วอาจจะอินขึ้นไปอีกเมื่อเห็นโลก ของเกมนั้นมีชีวิตและสนุกสนานขนาดนี้

Biutiful

หนังที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตของความสัมพันธ์ใน ครอบครัว ผ่านการสอดแทรกและขับเน้นประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจอันหนักหน่วงของสเปน หนังนำเสนอฉากหลัง และเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลักที่เป็นคนชนชั้นสอง คือเป็นแรงงาน เป็นต่างด้าว และทำงานแบบไม่ได้ถูกต้องตามหลักบ้านเมืองร้อยเปอร์เซนต์ โดยการนำเสนอในส่วนนี้นั้นมีขึ้นมาเพื่อนำไปสอดรับกับความละเอียดอ่อนของ ชีวิตตัวละครอย่างสนับสนุนกันเป้นอย่างดี

กล่าวคือหนังทำให้เราเห้นภาพชีวิตและครอบครัวที่เลวร้าย ไม่ได้งดงาม แร้นแค้น โดยไปอิงกับบริบททางสังคม หนังค่อนข้างนำเสนอให้เห้นหลายครั้งหลายหนว่า ความสวยงามหรือความสุขเล็กๆที่ครอบครัวของเหล่าคนตัวเล็กๆเหล่านี้จะมีได้ก็ คือ ความสุขของการได้อยู่กันเป็นครอบครัว แต่หลายครั้งหลายหนหนังก้นำเสนอให้เห้นว่า เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเหล่านี้มีชีวิตอยู่นั้น มันช่างไม่เอื้อให้เขามีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ได้นานนัก

หนังยังไม่อาศัยช่องว่างในการพยายามบีบคั้นอารมณ์คนดูมากจนเกินไป แต่ค่อยๆเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แล้วค่อยมาตามเก็บจังหวะอารมณืในบางจังหวะเพียงเท่านั้น เพลงประกอบถูกใช้เข้ามาในหนังเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่เมื่อดนตรีดังขึ้นช่วงเวลาเหล่านั้นมันก็มีห้วงที่ให้เราเข้าไปซึมซับ ความรู้สึกกับมัน โดยที่ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาเค้นอารมณืเราจนเกินไป ส่งผลมาให้หนังนั้นดูนุ่ม จริง และส่งผลต่อความอ่อนไหวในอารมณืเมื่อยามจำป็นเท่านั้น โดยยิ่งเมื่อมันถูกนำมาใช้ฉากหลังที่อิงบริบททางสังคมแล้วมันก็ถูกขับเน้น ความจริงออกมาอย่างหนักแน่น

แต่ด้วยความที่หนังมีการอิงบริบททางสังคมอยู่ทำให้เกิดเส้นเรื่องที่เกี่ยว พันกับตัวละครอื่นเข้ามาอย่างมหาศาล ซึ่งในสัดส่วนต่างๆที่ถูกนำเสนอมานั้นดูเหมือนว่าอาจจะมีบางส่วนที่ลดทอนลง ไปได้ และไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องมากมายนัก และอีกส่วนหนึ่งก็คือในการมุ่งนำเสนอความสมจริงของหนังนั้น หนังก็กลับให้ในกลุ่มคนเล็กๆที่ถูกอ้างอิงถึงนั้นมีตัวแทนในภาพของความลำบาก หรือการต้องเอาใจช่วย เช่นว่าแผงลอยผิวดำถูกจับแต่ตัวเอกให้ความสนใจไปกับแค่ตัวละครเดียวที่จะ ช่วยเหลือ หรือแรงงานชาวจีนที่ตัวเอกสนิทสนมและยอมทำทุกอย่างให้ ทั้งๆที่ในแง่ของสังคมแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันก่อกำเนิดมาเป็นหมู่มวลชนไม่ ได้มีความยากลำบากหรือความดิ้นรนแค่เพียงคนใดคนหนึ่ง วิธีการนี้นอกจากจะผูกเรื่องจนยาวแล้ว ยังลดทอนพลังของความหนักแน่นในความจริงลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในขั้นที่เลวร้ายนัก

สุดท้ายหนังสรุปให้เห็นถึงความสวยงามในชีวิตที่มันไม่ได้สวยงาม ผ่านการระลึกถึงความเป็นครอบครัว และความเป็นพ่อ ถึงแม้คนเป็นพ่อจะจากไปอย่างทรมานว่าลูกจะเป็นอยู่ยังไง ถึงแม้ความสุขเล็กๆของเด็กๆจะถูกพรากไป แต่ความสวยงามของครอบครัวนั้นๆจะคงอยู่ตลอดไป ไม้เว้นแม้กระทั่งกับตัวเอกเองที่ยังคงได้ระลึกถึงความงามที่มีแต่พ่อ แม้ตนจะไม่เคยพบเจอก็ตาม

Largo Winch

Largo Winch (Jérôme Salle,2008) – 4/10

คือหนังเรื่องนี้คงมาด้วยส่วนผสมที่ผิดแปลกมากเกินไปหน่อย มันจะมีใครสนใจอยากจะไปดูภารกิจตามทวงแค้นกอบกู้บริษัทยักษ์ใหญ่กันขนาดนั้น ยิ่งเมื่อหนังผสมเอาแนวหักมุมมาผสมกับแอคชั่นนิดๆมันก็รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังพยายาม จะชักจูงให้เราตื่นเต้นและติดตามนี้มันมีอะไรน่าสนใจตรงไหน คือทำไมพวกเราๆทั้งหลายถึงต้องไปร่วมแคร์ด้วยขนาดนั้นว่าบริษัทจะไปตกอยู่ใน มือใคร ซ้ำร้ายยิ่งเมื่อทายาทก็เป็นลูกบุญธรรม ที่ไม่ได้มีความสัมพันธํอันดีกับพ่อซะด้วย แล้วเราจะต้องรู้สึกละเอียดอ่อน เห็นใจ เอาใจช่วยกับอะไรกัน และยิ่งเมื่อเราเองก็ไม่รู้ว่าบริษัทนี้มันคือบริษัทอะไร ร่ำรวยมหาศาลได้เพราะอะไร มันก็ยิ่งแล้วใหญ่ว่าสิ่งที่เราดูนี่มันนิยายขายสนุกดาษๆเท่านั้นเอง

หนังช่างน่าเศร้ามากเมื่อเรามองไม่เห็นว่าแรงขับของตัวละครคืออะไร ในสมัยอดีตเราเห็นได้ว่าเขามักจะมีปากเสียงกับพ่อด้วยเพราะความไม่พอใจใน สิ่งที่พ่อทำต่อเขา แต่เมื่อพ่อเขาตายและต้องมารับธุรกิจต่อก็มีท่าทีเต็มใจ และต่อสู้ทุกวิถีทางอย่างเต็มที่ โดยที่เราไม่รู้ว่าแล้วอะไรกันที่ยอมให้เขามาทุ่มเทขนาดนั้น

ทางที่ดีก็คือระลึกถึงหนังเรื่องนี้อยู่เสมอและจำไว้ว่าอย่ามาทำหนังที่ผสม อะไรต่างๆนานา พยายามจะยัดเยียดความสนุกและประเด็นให้เราแบบเรื่องนี้อีก

1911 Revolution

1911 Revolution (Li Zhang/Jackie Chan,2011) – 6/10

ในยุคหลังๆมานี้จะเห็นได้ว่าทางฟากฝั่งหนังจีนนั้นมีการทำหนังที่อ้างอิง ประวัติศาสตร์มากมายออกมาถ้วนหน้า ตั้งแต่มังกรสร้างชาติไปจนถึงจุดกำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งโดยส่วนมากนั้นมักจะมาจากจีนแผ่นดิน ใหญ่ ซึ่งในครั้งนี้เองฮ่องกงก็ไม่ยอมน้อยหน้าด้วยการเล่าถึงประวัติการสร้างชาติ ของฝั่งรัฐบุรุษของตนเองบ้าง นั่นคือ ดร.ซุน ยัดเซ็น สิ่งที่จะเห็นได้ว่าความคิดหรือทัศนคติในการสร้างประวัติศาสตร์ของทั้งสอง ชาติจะต่างกันด้วยทัศนคติและระบอบการปกครองที่แตกต่างกันของทั้งสองฟากฝั่ง แม้จะเป็นจีนด้วยกันก็ตาม

ความล้มเหลวของหนังประวัติศาสตร์สร้างชาติเรื่องก่อนๆก็คือการพยายามยัด เยียดชุดข้อมูลและบุคคลต่างๆเข้ามาอยู่ในหนังให้หมด ซึ่งในความเป็นหนังแล้วนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะย่อยประวัติศาสตร์ที่ มีเนื้อหาเป็นร้อยๆหน้าให้มาอยู่ในหนังเรื่องเดียวได้อย่างครบถ้วนและ สมบูรณ์แบบ ซึ่งกับหนังเรื่องนี้เองก็เช่นกัน แต่อย่างน้อยในระดับของการนำเสนอผ่านสายตาตัวละครหลักยังดีที่มีทิศทาง มากกว่าที่เคยมีมาบ้างหน่อย โดยที่ตัวหนังพยายามจะเล่าเรื่องให้ครบทุกมุมแต่ก็ยังคงมีการยึดตัวละครหลัก ในการดำเนินเรื่องเอาไว้อยู่บ้าง

ข้อเสียที่มีถัดมาก็คงเป็นหนังทำนองเดียวกันในเรื่องอื่นๆ ที่ว่ามีการนำเสนอตัวละครออกมามากจนเกินไป จนกลายเป็นว่าเมื่อเราดูทำให้สมาธิในการจับจ้องการมาของตัวละครและพยายามหา ความสำคัญของการมีอยู่ของตัวละครอย่างจดจ่อ โดยที่ในความเป็นจริงแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยเพราะ ใครจะไปจำหน้าของตัวละครที่โผล่หน้าออกมาสองวินาทีครึ่งพร้อมกับหน้ามุมทแยง ข้าง และคำแนะนำตัวที่เร็วไวแสงขนาดนั้นได้ จึงนอกจากเรื่องจะรกรุงรังแล้ว คนดูยังต้องไปสนใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ตลอด

แต่นอกเหนือจากข้อเสียที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ที่เหลือหนังก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดีในแง่ของความตรึงเดรียด และการให้มุมมองความเป็นมนุษย์ของราชวงศ์ชิง ที่มีมิติของความหวาดกลัว ความกลัวเสียอำนาจอยู่ตลอดทั้งเรื่อง นับเป็นข้อดีที่หนังนำเสนอออกมาอย่างมีมิติและตึงเดรียดได้อย่างเหมาะสม แต่อีกอย่างหนึ่งเฉกเช่นกับหนังประวัติศาสตร์ทั่วๆไปคือ ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์พื้นหลังอยู่บ้างมิเช่นนั้นก็จะทำให้ตาม เรื่องยาก ซึ่งในแง่ของการนำเสนอแล้วควรจะนำเสนอให้คนที่ไม่รู้ก็สามารถดูได้อย่างเข้า ใจ ด้วยวิธีการอธิบายที่เหมาะสม

วิจารณ์หนัง Chinese Zodiac

Chinese Zodiac (Jackie Chan,2012) – 7.5/10

นานมาแล้วที่เราไม่ได้เห็นหนังแอคชั่นสไตล์เฉินหลงแบบเก่าๆที่มีสเน่ห์ ตลกขบขันและชวนระทึก ซึ่งซีรีส์ที่เป็นลายเซ็นในความสนุกสนานของเขานั้นหลักๆก็มี police story กับ armor of god ที่โดดเด่นจัดจ้านยากจะหาเรื่องไหนมาทำภาคต่อเทียบได้ และนี่ก็เป็นการกลับมาอีกครั้งที่แม้เพียงการเห็นตัวอย่างหนังก็พอจะคาดเดา ได้ว่าคืนวันเก่าๆแบบนั้นได้กลับมาอีกแล้ว

อย่างแรกที่ต้องกล่าวถึงการดูหนังเตะต่อยของฝั่งอ่องกงซะก่อนว่าเมื่อเราเลือกหนังมาดูไม่บ่อยนักที่เรา จะเลือกเพราะเรื่องนั้นมันมีเนื้อหาดีเยี่ยม เรื่องราวสนุกสนานสมบูรณ์แบบ แต่เรามักเลือกเพราะใครเป็นคนเล่น ใครเป็นคนกำกับซะมากกว่าเพราะนั่นคือสีสันเฉพาะตัวของแต่ละคนอันเป็น เอกลักษณ์ของหนังฮ่องกง ซึ่งแน่นอนว่าการดูหนังเฉินหลงย่อมไม่ได้หมายความว่าเราอยากจะดูว่าหนัง เรื่องนี้เล่าเรื่องยังไง เป็นมายังไงอยู่แล้ว แต่เราอยากจะเห็นความเฉพาะตัวของเฉินหลงเวลาที่อยู่บนจอหนังเสียมากกว่า ส่วนเนื้อหาจะดีไม่ดีนั้นก็ตามแต่จะได้เป็นของแถมหรือไม่

ในจุดนี้ค่อนข้างน่าประทับใจที่ถ้าหากว่าใครเป็นแฟนหนังยุคเก่าของเขาคงจะ ต้องประทับใจในการหวนกลับคืนมาสู่รูปแบบเดิมๆของเฉินหลงเอง ซึ่งคงจะต้องยอมรับโดยทั่วกันว่าดีกรีความมันส์ในยุคนี้ลดลงไปบ้างจากยุค ก่อน แต่ก็อย่างว่าสังขารก็ย่อมต้องร่วงโรยไปตามกาลเวลาบ้างอยู่แล้ว ความสนุกสะใจก็ลดลงไปตามสังขารอีกทอดหนึ่งเป็นเรื่องปกติ

ส่วนที่เป็นข้อบกพร่องอันใหญ่ที่ถึงแม้จะเป็นแฟนคลับรักเหนี่ยวแน่นมากมาย แค่ไหนก็ต้องยอมรับว่ามันมีอยู่จริงก็คือการลำดับและร้อยเรียงเรื่องที่แสน งุนงงว่าใครไปมายังไง เกี่ยวกับใครแล้วมาทำแบบนี้ทำไม และหัวนักษัตรมีกี่อันที่หาเจอแล้วอันไหนจริงอันไหนปลอม อันไหนทำไมยังไง ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าด้วยการดูเสียงพากษ์ไทยโรงที่นอกเรื่องนอกราวซะเยอะจนไม่ อาจจะจับต้นชนปลายทันหรือว่ามันโหว่จริงๆ ซึ่งความเป็นไปได้น่าจะมาจากความโหว่ของมันอยู่แล้วซะมากกว่า ทำให้การเข้าใจเรื่องราวนั้นค่อนข้างสับสนเล็กน้อย

ประเด็นของหนังจริงๆแล้วค่อนข้างน่าสนใจที่ว่าด้วยเรื่องของโบราณที่ถูกชาติ อื่นแย่งชิงไปในยุคสมัยล่าอาณานิคม ซึ่งในปัจจุบันของต่างๆเหล่านี้ก็กระจัดกระจายไปทั่วโลกโดยไม่ได้ยึดอยู่กับ ประเทศดั้งเดิมซักเท่าไหร่ จึงเป็นการตั้งคำถามและหยิบประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยการผูกเรื่องและการเล่าเรื่องทำให้ความใหม่ตรงนี้ไม่ออกมาชัดเจนเท่า ไหร่ และไม่น่าจดจำเท่าที่ควร พอจะสรุปได้ว่าในด้านเนื้อหาของหนังเรื่องนี้นั้นไม่ได้อยู่ในระดับที่คาด หวังความประทับใจได้ซักเท่าไหร่นัก

สรุปโดยรวมแล้วหนังเป็นรูปแบบเก่าๆที่คอหนังเก่าคงจะถูกใจกันมิใช่น้อย ถึงแม้จะไม่สนุกเท่าเมื่อก่อนแต่ก็ยังดีที่มีมาให้เราหายคิดถึง และได้ระลึกถึงวันเก่าๆอยู่บ้าง ถึงแม้เนื้อเรื่องจะไม่ได้ดีเด่น่าสนใจอะไร แต่สุดท้ายใครจะสนใจในเมื่อหนังเรื่องนี้เราดูกันเพียงเพราะอยากเห็นเฉินหลง ออกมาวาดลวดลายเดิมๆอีกครั้งก็เท่านั้น