January, 2013

now browsing by month

 

The Warrior’s Way

The Warrior’s Way (Lee Sngmoo,2010) – 6/10

หนังมีการเล่าเรื่องค่อนข้างยืดเยื้อ เนิบช้า ย้วยไม่กระชับประเด็นเท่าที่ควร ในการดูในช่วงแรกเริ่มรู้สึกว่าการเล่าเรื่องเหมือนกับการเล่าแบบซีรี่ส์ มากกว่าหนัง เพราะว่าค่อนข้างย้วย และเรื่อยเปื่อย ซึ่งก็ค่อนข้างเป็นยังงี้อยู่ตลอดทั้งเรื่อง งานการผลิตโดยรวมๆมีองค์ประกอบแปลกๆมากมาย ซึ่งดูแล้วชวนให้รู้สึกพิกลๆอย่าประหลาด เช่นการออกแบบเครื่องแต่งกาย ของตัวละครแต่ละตัวก็ดูเพี้ยนจนบางตัวดูเหวอไปเลยก็มี หรือการออกแบบภาพที่ดูแล้วแปลกๆกร้านๆ พอเอามารวมกับงานออกแบบแล้วกลายเป็นหนังที่ดูคุณภาพต่ำ ต้นทุนน้อยไปทันที

หนังเล่าเรื่องแบบซ้ำซากเรื่องของบุรุษมือโหดแต่มีด้านที่จิตใจอ่อนโยน ต้องการใช้ชีวิตปกติ บลาๆ ซึ่งก้ทำให้เราไม่ได้สนใจเท่าที่ควร และการผู้เส้นเรื่องตัวละครนั้นแค้นตัวนี้ ตัวนี้มาเจอตัวนนี้ ตัวนี้สู้กับตัวนี้ก็ดูอิรุงตุงนังจนเละเทะไปไม่น้อย ซึ่งสิ่งเดียวที่หนังพอจะเอาคนดูให้อยู่ได้ก็คงมีเพียงฉากแอคชั่นที่อยู่ใน ช่วงท้ายเรื่องเท่านั้น ที่ยาวนานและสะใจเต็มอารมณ์มากๆ

วิจารณ์หนัง The Impossible

The-ImpossibleThe Impossible (Juan Antonio Bayona,2012) – 8/10

หนังที่ค่อนข้างนำเสนอภาพเหตุการณ์ซึนามิได้อย่างจริงจัง และน่าหวาดกลัว ผ่านสถานที่อย่างประเทศไทยโดยนี่คงจะเป็นประเทศไทยที่ตรงตามความจริงที่สุด เท่าที่เคยมีมาในสายตาของชาวต่างขาติเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นจุดขาดในการตัดสินหนังเรื่องนี้ก็คงว่าด้วยทัศนคติของ ผู้ชมที่ว่าจะยึดถือความเป็นมนุษยนิยมมากน้อยแค่ไหน เพราะหลักๆมันว่าด้วยความรักของมนุษย์ที่ธรรมชาติอันโหดร้ายก็ไม่อาจจะทำลาย ครอบครัวและความรักของพวกเขาได้ แต่ถึงจะ มีความสุดโต่งในทางนั้นหนังก็ยังคงพอมีความเข้มข้นทางอารมณ์อยู่บ้างในแง่ ที่ว่าถึงแม้ครอบครัวนี้จะยังคงอยู่ ความรักของพวกเขาสามารถเอาชนะเรื่องราวทั้งหมดมาได้ แต่มันก็เป็นบาดแผลและความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่คนจะรับไหวครั้งหนึ่งเหมือน กัน

หนังค่อนข้างใช้ภาษาหนังดีเยี่ยม สามารถสร้างและดึงอารมณ์คนดูได้อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ใช้เทคนิคง่ายๆที่ว่าภาพที่เคลื่อนไหวรุนแรง รวมไปถึงภาพความรุนแรง และการใช้เสียงที่อึกทึกครึกโครม ในจังหวะที่สามารถทำให้คนดูรู้สึกร่วมได้อย่างมาก สิ่งที่โดเด่นในแง่ของการร้อยเรียงเรื่องที่สุดเห็นจะเป็นช่วงก่อนเกิด เหตุการณ์ในเรื่อง ซึ่งโดยทั่วไปคนดูรู้อยู่แล้วว่าหนังจะต้องเจอกับอะไร แต่ในซีเควนสืก่อนหน้าทั้งหมดนั้นหนังนำพาให้เราไปเจอกับบรรยากาศที่ดูไม่ ปลอดภัย เช่นฉากเครื่องบินลงจอด ที่กล้องถ่ายผ่านหน้าต่างออกไป ซึ่งในการเล่าเรื่องภาพนี้ไม่ได้เล่าอะไรสำคัญเลยแต่ด้วยภาพและเสียงมารวม กันมันกลับส่งผลต่ออารมณ์ในความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัยได้อย่างดี หรือแม้กระทั่งบรรยากาศเงียบงันเช่นว่าภาพถ่ายจากใต้น้ำทำให้เสียงรอบข้าง หายไปกลายเป็นเสียงอู้อี้ ทั้งๆที่ฉากนี้ควรจะเป็นฉากที่สนุกสนานของตัวละคร นอกจากนั้นก็ยังเรียงฉากต่อฉากออกมารักษาอารมณ์ได้อย่างดีไม่รู้สึกโดดหรือ ติดขัดอะไรกลับส่งผลไม่ปลอดภัยลากยาวจนเกิดเรื่องได้อย่างดี

นอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้นว่าหนังค่อนข้างนำเสนอความเป้นมนุษยนิยมอยู่ใน ระดับหนึ่งแล้ว นอกจากนั้นหนังยังมุ่งเน้นบีบคั้นอารมณ์คนดูอย่างขนาดหนักถงขั้นเอาเป็นเอา ตาย เพราะหนังจงใจจะให้เราเห็นภาพที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด บาดแผล ความทรมาน ความไม่สมหวังเต็มไปหมด ซึ่งถ้าหากใครไม่ได้ใคร่ชอบให้หนังมาบีบคั้นอารมณ์แล้วก็คงจะไม่ชอบแนวทาง นี้ของหนังซักเท่าไหร่

นักแสดงแต่ละคนมีพลงการแสดงที่ยอดเยี่ยม ในหลายๆฉากเราถึงกับต้องน้ำตาไหลตามตัวละครออกมาอย่างง่ายๆ โดยที่ไม่ได้มีจังหวะหรืออะไรมาเป็นตัวกำหนดเลย เมื่อถึงเวลาที่ความเศร้าจะมามันก็มาเอง พลังของนึกแสดงก็นำพาไปได้ถึงขั้นจนเราเองก็รู้สึกตามไปได้ไม่ยาก

สิ่งที่ดูจะเหลือเชื่อหน่อยก็คือฉากจบที่ตัวละครเดินตามหากันไปมาจนเจอกัน ทั้งครอบครัว ที่มีจังหวะตามแบบฮอลลีวูดอยู่สูงมาก ซึ่งน่าเสียดายที่ว่าในก่อนหน้าเรื่องดำเนินมาแบบสมจริง เข้มขรึมแต่ตอนจบกลับดูจะเป็นจังหวะแบบฮอลลีวูดๆที่ดูน่าอัศจรรย์ จนความเข้มข้นของตัวหนังนั้นลดลง

โดยสรุปคือตัวหนังนั้นค่อนข้างจะแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลว่าใครชอบหนังแนว แบบนี้หรือไม่ ซึ่งจะบอกว่าเป็นที่ผู้สร้างก็อาจจะว่าไม่ได้เพราะเหตุการณ์จริงๆมันก็คง เป็นเช่นนั้นสิ่งที่ถูกนำเสนอออกมาจึงเหมือนเป็นการสะท้อนภาพเหตุการณ์ออกมา เพียงแต่เหตุการณ์นั้นๆมันมีความดรามาติคอยู่สูงจนทำให้มันกลายมาเป็นความ บีบคั้นไปโดยปริยาย

Cloud Atlas

Cloud Atlas (Lana Wachowski/Tom Tykwer/Andy Wachowski,2012) – 8.5/10

ในฉบับหนังสือนั้น ไม่ได้เล่าเรื่องของการกลับชาติมาเกิดของตัวละครแต่อย่างใด เพียงแต่ความเกี่ยวเนื่องกันของยุคสมัยและตัวละครนั้นมีเพียงแค่สิ่งที่ตก ทอดจากยุคสมัยหนึ่งไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่เมื่อมันมาตกอยู่ในมือของพี่น้องวาชอว์สกี้และนายทอมนั้น การตีความของมันก็ถูกเพิ่มเติมมิตเชิงลึกลงไปอีกมากโข ด้วยการที่พวกเขาเลือกที่จะเล่าให้เห็นถึงความเกี่ยวพันกันในแง่สิ่งตกทอด ตามแบบฉบับนิยาย ยังเพิ่มให้ความเกี่ยว เนื่องเกี่ยวโยงกันนั้นลึกในระดับจิตวิญญาณที่การกลับชาติมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำ เล่าตัวละครก็ยังต้องเกี่ยวพันกันทั้งความสัมพันธ์และการกระทำอยู่ตลอด

ความมหัศจรรย์ของการดัดแปลงครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่การเพิ่มความหมายลงไป ในตัวบทเนื้อหา แต่มันยังมีความสอดคล้องดังที่มีอยู่จริงจนเมื่อจับตัวละครกลับชาติมาเกิด ความเกี่ยวพันและการกระทำต่างๆมันก็ลงตัวและเป็นเหตุเป็นผลกันจนไม่น่าเชื่อ นอกจากนั้นยังขยายความหมายจากที่ฉบับหนังสือเคยมีออกมาได้อีกขั้น สิ่งที่เห็นชัดมากๆน่าจะเป็นเรื่องของแนวคิดเรื่อง การกระทำ cause-effect หรือถ้าจะกล่าวว่าหนังอิงตามหลักพุทธก็คงจะใช้คำว่าบุญกรรม ตัวละครที่น่าสนใจในการหยิบยกมาพูดถึงมากๆคือตัวละครของทอม แฮงค์ ที่ในทุกภาคส่วนของเขานั้นล้วนแต่เป็นผู้ที่มีจิตใจต่ำช้า เลวร้ายอยู่ตลอด แต่มีในหนึ่งภพชาติที่เขาได้พบเจอกับ ฮัลลี แบร์รี่ แล้วตระหนักได้ถึงการเปลี่ยนแปลงตนมาทำความดี ซึ่งถึงแม้พบชาติถัดจากนั้นมาเขาจะยังเป็นคนทรามต่ำตมอยู่ แต่ในภพชาติสุดท้ายที่หนังนำมาเล่าให้เห็นนั้น เขามีความดีเจือปนอยู่มหาศาล และยิ่งเมื่อสาระของภพนี้จะมีลางบอกมาก่อนหน้าแล้วว่าเขาจะต้องยอมอดทน ต้องไม่ทำการอะไรๆบ้าง ไม่แก้แค้น ไม่ฆ่าศัตรู ถึงแม้ตนเองจะถูกกระทำแค่ไหน มันก็เหมือนเป็นโอกาสทางกรรมที่เขาจะต้องอดทนและชดใช้ในสิ่งที่เขาเคยก่อมา ในอดีต เมื่อในคำทำนายสุดท้ายเขาฆ่าศัตรุทั้งๆที่คำทำนายห้ามไว้ มันจึงนำพาเขาไปสู่เคราะห์ที่ถึงแก่ชีวิต โดยยิ่งเมื่อตอนที่เขาจะตายนั้นเขาก็นึกได้ว่า ก่อนหน้านี้น้องชายเขาก็เคยจะถูกฆ่าแบบนี้เช่นกันและการเพิกเฉยที่จะช่วย เหลือมันนำพาให้เขาต้องมาตายในแบบเดียวกัน แต่ยังดีที่ตัวละครของฮัลลี แบร์รี่มาช่วยไว้ได้ทัน ในส่วนนี้จะเห็นได้ว่า ถ้าในภพชาติหนึ่งตัวละครทั้งสองตัวไม่เคยเจอกันและกระทำกรรมดีต่อกัน ในวันนี้ผลกรรมที่ตัวละครทอม แฮงค์ก่อไว้ก็จะตามมาหาเขาให้เขาต้องชดใช้ไปเอง แต่ด้วยความดีที่เขาเคยทำเขาจึงรอดออกมาได้

อีกตัวละครก็คือตัวของ จิม สเตอร์เจส ที่ถึงแม้ตัวละครจะคงความแน่วแน่ในความดีของตน แต่ในความดีนั้นเขาก็ได้สร้างคู่ตรงข้ามที่น่ากลัวอย่าง ตัวของ ฮูโก้ วีฟวิ่ง ที่กลายเป็นตัวที่ชั่วช้าทุกภพชาติ หรือแม้กระทั่งว่าในภพชาติแรกเขารักกับตัวของ แบ ดูนา ไม่ว่าทั้งสองจะเป็นอย่างไรในภพต่อไปเขาก้จะกลับมาเจอกันและรักกันได้อีก ฉากหนึ่งที่เนื้อหาและการตัดต่อมาผสมเข้ากันได้อย่างดีจนเกิดความหมายถึง ผลของการกระทำ ที่ชัดเจนมากๆก็คือ ฉากที่ตัวละครทาสผิวสีต้องปีนเสาเรือเพื่อพิสูจน์ความสามารถโดยต้องเอาชีวิต เข้าแลกกับ ฉากที่จิมในภพชาติเกาหลีต้องต่อสู้กับตำรวจปราบปรามบนสะพาน ก็ทำให้เห็นได้ว่า ในภพชาติหนึ่งตัวละครของจิมถึงแม้จะหวังดีแต่ก็ได้เคยหยิบยื่นสะพานความ เสี่ยงของชีวิตให้กับตัวละครตัวหนึ่ง มาในวันนี้เขาเองต้องถูกหยิบยื่นสะพานนั้นให้บ้าง

นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ หนังนำเสนอประเด็นอันว่าด้วยเรื่องของการถูกกดขี่ ของมนุษยชาิตด้วยกันเอง ซึ่งมันดูสิ้นหวังอย่างมากเมื่อหนังทำให้เห็นประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ยุคแรก ไปจนถึงอารยธรรมสิ้นสลาย เพราะมันช่างแสดงให้เห็นว่า อำนาจและการกดขี่เป็นของคู่กันและเมื่อการกดขี่เกิดขึ้นการต่อสู้ก็จะเกิด ขึ้นเช่นกัน แต่สิ่งที่หนังจงใจบอกอาจจะเป็นว่าการต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากการถูกกดขี่นั้น บางทีเราอาจไม่เห็นมันในวันนี้ พรุ่งนี้ ปีหน้า ร้อยปีหน้า แต่เราอาจจะได้เห็นมันในอีกพันปีหน้า แสนปีหน้า เมื่อการต่อสู้ของเราส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อไปเรื่อย และตอบโต้คนที่มุ่งร้ายกับมนุษย์ด้วยกันเองไปเรื่อยๆได้ วันหนึ่งความเสมอภาคก็จะมาเยือน ความสงบสุขก็จะมาเยือน

นอกเหนือจากสาระที่หนังบอกกล่าวแล้ว หนังยังมีมุมที่ควรจะพูดถึงในแง่ที่ว่า โดยตัวหนังเองนั้นไม่ได้มีการกล่าวอ้างใดๆออกมาเลยว่าตัวละครเหล่านี้กลับ ชาติมาเกิด ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงการอนุมานของผู้ชมเพียงเท่านั้น โดยสุดท้ายแล้วเรื่องราวความเกี่ยวพันของแต่ละตัวละครและแต่ละยุคสมัยก็ยัง คงอยู่ครบตามที่หนังสือบอกเล่าเอาไว้ นั่นก็อาจจะเป็นได้ว่าความเชื่อมโยงที่หนังได้สร้างเอาไว้นั้นมีความแข็งแรง มากพอที่คนดูจะรับรู้และเชื่อตามได้ว่านี่คือวงเวียของการเกิดตายของตัวละคร ทั้งหลาย

ในส่วนของการเล่าเรื่องนั้นมันกลับกลายเป็นว่าเรื่องที่สนุกและมีความโดด เด่นนั้นตกไปอยู่แค่ที่บางเรื่องเท่านั้นและบางเรื่องเลยกลายเป็นว่าถูก เติมๆเข้ามาเพื่อให้มันครบองค์ประกอบโดยเรื่องที่เด่นเห็นจะมีเรื่องในซาน ฟรานซิสโก และเรื่องในยุคอารยธรรมล่มสลาย ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้มีสเน่ห์และศักยภาพมากพอที่ว่าถ้าหากจะทำเป็นหนังยาวก็ ดูจะพอมีที่ทางเป็นไปได้อยู่บ้าง

อีกสิ่งหนึ่งที่น่ากังขาในการตัดสินใจก็คือการปลอมแปลงนักแสดงที่บางครั้ง มันก็ค่อนข้างชัดเจนว่าทำได้ไม่เนียน ดูแปลกประหลาด อย่างการที่เอาแบ ดูนาไปเป็นสาวฝรั่ง หรือเอาเหล่าดาราทั้งหลายมาเป็นคนเกาหลี ทำให้ดูตลกๆอย่างบอกไม่ถูก อีกส่วนหนึ่งก็คือการนำเอานักแสดงทั้งหลายมาเล่นซ่อนแอบกันในแต่ละภพชาติ ทำให้คนไปจดจ่อกับการที่ว่าใครเป็นใครจนบางทีก็หมกมุ่นมากจนเกินไป หรือบางทีก็ตัวผู้สร้างเองที่จงใจให้มีตัวละครโผล่เข้ามาหนึ่งชอท ทั้งๆที่ไม่ได้เล่าเรื่องอะไร มันเลยดูเป็นการพยายามเล่นโฟโต้ฮันท์ตามหานักแสดงคนนั้นคนนี้ทั้งเรื่อง และด้วยการใช้รูปแบบเล่าเรื่องแบบนี้เองที่มันทั้งส่งเสริมและทำลายสาระไป พร้อมๆกันคือเราจะได้เห็นเรื่องของความเกี่ยวพันกันอย่างชัดเจนและลึกซึ้ง ขึ้นกว่าฉบับนิยาย แต่เราไม่อาจจะเห็นสาระของการต่อสู้ความเกี่ยวพันของสิ่งที่ตกทอดกันมาจาก ยุคเก่าก่อนได้อย่างชัดเจน

อาจจะจริงที่หนังสือเรื่องนี้ไม่อาจจะดัดแปลงมาเป็นหนังได้ แต่ก็อีกนั่นแหละคงไม่มีใครหยิบเอานิยายเรื่องนี้มาทำหนังได้ดีเท่ากับสามคน นี้อีกแล้วเช่นกัน

The Paperboy

The Paperboy (Lee Daniels,2012) – 8/10

หนังที่แสดงความต่ำตมของมนุษย์ผ่านโทนที่ชวนสะอิดสะเอียนตลอดเรื่อง การเอานักแสดงรูปงามอย่างนิโคล คิดแมน และแซค เอฟรอนมาอยู่ในโทนสีร้อนปนชมพูหวานแหวว ช่วยขับเน้นให้ภาพรวมของเรื่องดูเป็น มนุษย์พลาสติคยิ่งขึ้น เพราะมันช่างดูหลอกลวง ชวนฝันและมีเปลือกนอกที่สวยงามสดใส หนังพูดถึงว่ามนุษย์นั้นมันก็ต่างมีดีชั่วปะปนกันไปเหมือนดังคำที่ตัวละคร หนึ่งกล่าวว่า คุณไม่สามารถแบ่งคนเป็นด้านๆได้หรอกว่าด้านดีด้านเลว ซึ่งหนังก็แสดงให้เห็นตามนั้นว่าสุดท้ายคนเรามันก็ ดีชั่วปะปนแล้วเรายังจำแนกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอะไรด้านไหนคือดีหรือเลว เพราะมันก็ยากจะตัดสิน สิ่งที่เราเห็นจริงมีเพียงความรุนแรง ความปราถนาของตัวละคร ที่กระทำการใดๆไปตามทางของตนอยู่เรื่อยๆ

หนังขับเน้นชัดขึ้นตรงส่วนที่ตัวละครของแซค เอฟรอน หลงรักตัวละครของนิโคล คิดแมน ที่ทั้งเป็นผู้หญิงที่ดูต่ำ ไร้ค่าไม่มีอะไรดี แต่เขาก็หลงใหลจนไม่อาจจะถินตัวขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มหลงในสิ่งที่ดูเลวร้าย ไม่น่าพิสมัย สอดคล้องกับความต่ำตมของมวลมนุษย์ และทั้งยังเล่าเรื่องผ่านการทำงานหนังสือพิมพ์ที่ควรจะเป็นการประกอบการที่ มุ่งเน้นที่ความถูกต้อง โปร่งใสที่สุด แต่ก็ทำให้เห็นว่ามันก็ไม่อาจจะหลุดพ้นจากความเลวร้ายของมนุษย์ไปได้ ซึ่งถึงแม้หนังจะไม่ได้ตัดสินคนว่าดีชั่ว แต่ก้ดูจะมีมุมมองที่มองว่าความเป็นมนุษย์ของเรานั้นมันช่างต่ำช้าขนาดไหน

หนังในตอนท้ายขมวดเข้ามาให้เห็นในเรื่องของสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ ถึงแม้ว่ามุมมองที่มีต่อมนุษย์ของหนังเรื่องนี้จะเลวร้าย แต่ว่าสุดท้ายหนังก็พึงบอกให้เราระลึกไว้ว่าสิ่งไหนที่ควรทำก้จงทำมันซะก่อน ที่มันจะสายเกินไป ซึ่งในส่วนนี้ก็ถูกเล่าออกมาผ่านเส้นเรื่องของตัวละครที่ต้องเผชิญกับ ประสบการณ์โหดร้าย แสดงให้เห็นไปอีกว่าเขาไม่ได้เชื่อมั่นเลยว่ามนุษย์จะมีแรงพึงกระทำในสิ่ง ที่สมควรได้ด้วยตัวเอง

ตัวหนังโดเด่นเรื่องโทนเป้นอย่างมาก โทนของหนังทำให้เรารู้สึกร้อนระอุ อึดอัดและรังเกียจขยะแขยงตลอดเวลา ซึ่งถึงแม้จะมีฉากที่ชวนหัวเราะ ฉากที่ดรม่า ผสมปนเปกันไปแต่มันก็กลมกลืนออกมาอย่างน่าประหลาดด้วยเพราะตัวโทนหนังที่ คลุมทิศทางของเรื่องไว้อย่างชัดเจนแต่แรกแล้วว่ากำลังสะท้อนอะไร และนับจากนั้นมาไม่ว่าหนังเล่าอะไรก็ถูกโทนหนังคลอบคลุมเอาไว้เรียบร้อย

สิ่งที่ดูจะขัดหูขัดตาไปบ้างก็คือเส้นเรื่องที่พยายามยัดเยียดประเด็นสีผิว เข้ามาเอาไว้แบบเล่าแล้ว เล่าอีกไม่จบสิ้นซักทีจนทำให้เส้นเรื่องไขว้เขว และยังชวนให้หนังดำเนินออกนอกทิศทางด้วย ซึ่งถ้าหากลดทอนการเล่าเรื่องส่วนนี้ออกไปหนังน่าจะกระชับและเฉียบคมกว่านี้

Battle Royale

Battle Royale (Kinji Fukasaku,2000) – 7.5/10

หนังที่มาก่อนกาลของยุคหนังที่คล้ายคลึงกันอย่าง Humger game ที่มีเนื้อหาคล้ายกันไม่มีผิดเพี้ยน และดูเหมือนจะพูดในสิ่งเดียวกันด้วย ด้วยความที่ว่าการพูดถึงการแสดงความเสถียรในการบริหารของอำนาจรัฐ ที่ได้ม าด้วยวิธีการเชือดไก่ให้ลิงดู การกระทำกำหนดชะตาเป็นตายของกลุ่มคนบางกลุ่มมีไปก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจ รัฐที่มีอยู่นั้นมันอยู่เหนือประชาชนทั่วไปขนาดไหน เพื่อให้การดำรงตนของเหล่ามวลประชาสามารถที่จะอยู่ในกรอบแดนที่รัฐวางไว้ ด้วยความหวาดกลัว

แต่บางอย่างแมสเซจมันก็ไม่ได้ออกมาอย่างชัดเจน เพราะท้ายที่สุดหนังก็เล่าให้เห็นถึงความหวังของตัวเอกที่จะต่อต้านกับระบบ ที่ตนเองถูกปกครอง เพราะหนังก็ไม่ได้ให้ข้อมูลแวดล้อมในเรื่องไปซักเท่าไหร่ ทั้งความไม่ชอบธรรมของอำนาจ หรือความเหมาะสมในการใช้นโยบายขั้นเด็ดขาดชุดนี้ ทำให้เราไม่อาจชั่งใจได้ว่าความรุนแรงของตัวนโยบายนี้นั้นมันโหดร้ายเกินไป ในการปกครองาภาพสังคมนั้นๆหรือไม่ เพราะถ้าหากสังคมมันไม่อาจจะปกครองได้ ประชากรต่ำช้ากันถ้วนหน้ารัฐก็อาจจะไม่ผิดที่จะต้องใช้นโยบายที่มีความ รุนแรงสูง หรือสุดท้ายแล้วรัฐเพียงแค่ดำรงไว้ซึ่งอำนาจตนจนต้องใช้นโยบายแบบนี้ ก็เลยทำให้เราไม่เข้าใจการเป็นไปของเรื่องทำไหร่นัก

การดำเนินเรื่องที่เป็นจุดเด่นก็คงเป็นความรุนแรงที่ไม่ประณีประนอมใดๆทั้ง สิ้น ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความดิบกร้าน และความโหดร้ายในระดับจริงจังที่ชีวิตของตัวละครต้องเผชิญ แต่ก็ยังมีความเพี้ยนๆคล้ายๆกับความเป็นมังงะผสมลงไปบ้างทำให้บางส่วนออกมา ก็ชวนเหวอเล็กน้อย

การดำเนินเรื่องผ่านตัวละครหลักค่อนข้างดูจะสดใสไปบ้างเมื่อเทียบกับความ รุนแรงที่ถูกนำเสนอ และตอนจบก็ชวนสุขสันต์เช่นกัน ซึ่งในส่วนนี้ถ้าหากถูกขับให้เห็นความรุนแรงและความจริงจังของความโหดร้าย มากกว่านี้ ตัวเนื้อหาน่าจะไปได้ไกลขึ้นอีกขั้น

The Wind That Shakes the Barley

The Wind That Shakes the Barley (Ken Loach,2006) – 7/10

หนังที่ได้รางวัลปาล์มทองคำไปจากคานส์เมื่อปี 2006 นำเสนอเรื่องราวที่ค่อนข้างจะไม่ได้พบเห็นในดลกภาพยนตร์บ่อยนักนั้นคือช่วง สงครามกลางเมืองในไอร์แลนด์ ด้วยความขัดแย้งที่ซับซ้อนปมปัญหาภายในที่ยุ่งเหยิง จึงไม่แปลกที่หนังจะไปกระแทกใจใครหลายคนได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่พบจากหนังเรื่องนี้ก็คือการนำเสนอที่ค่อนข้างดำเนินไปอย่างรวด เร็ว จังหวะของการเกิดเหตุการณ์สำคัญๆนั้นไม่ค่อยเผยรายละเอียดให้คนดูได้ติดตาม ทันเท่าไหร่นัก

หนังยังมาด้วยปมง่ายๆ ที่ว่าสองพี่น้องสู้มาด้วยกัน สุดท้ายอุดมการณ์แตกแยกกันต้องมาสู้กันเอง โดยผูกเรื่องเข้ากับปมปัญหาในไอร์แลนด์ในตอนนั้น ซึ่งก็สามารถนำเสนอออกมาให้เห็นภาพปัญหาและความขัดแย้ง ทัศนคติได้อย่างชัดเจน แต่การดำเนินเรื่องก็เฉยๆไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นน่าติดตามอะไร ไม่ได้รู้สึกน่าสนใจอะไรขนาดนั้น นอกจากนี้ยังเล่าเรื่องด้วยภาพกว้างผ่านตัวละครที่หลากหลายจนบางทีก็จำแนก ไม่ทันว่าใครเป็นใครสำคัญอย่างไร

หนังมีข้อดีที่พูดถึงมุมมองในส่วนลึกของการต่อสู้ ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะขายแต่ความอึกทึกคึกโครม หรือฉากตระการตาแต่อย่างใด ในบางครั้งฉากที่ตัวละครถูกยิงยังดูไม่สมจริงเลยด้วยซ้ำ แต่ก็สามารถนำเสนอให้เห็นทัศนคติของการต่อสู้ออกมาได้อย่างดี และไม่บ่อยครั้งที่เราจะถูกเล่าเรื่องให้เห็นผ่านในมุมมองของฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลแบบกองโจรเรื่องนี้จึงจัดว่าให้การติดตามเรื่องราว และกลิ่นบรรยากาศที่แปลกใหม่อยู่พอสมควร

การจะติดตามหนังเรื่องนี้จำต้องรู้ข้อมูลเหตุการณ์ช่วงดังกล่าวซะก่อนจึงจะ สามารถติดตามเรื่องได้ทันไม่ตกหล่น แต่ถึงอย่างไรก็ดีการผูกเรื่องแบบหนังเรื่องนี้ก็ถูกทำมาจนบ่อยแล้ว ถึงแม้จะมีประเด็นที่ละเอียดอ่อนและนำเสนอภาพเหตุการณ์ออกมาได้ชัดเจน แต่ความน่าสนใจและความรู้สึกอิ่มเอมที่ได้จากหนังก็ลดลงไปบ้าง

Pulp Fiction

Pulp Fiction (Quentin Tarantino,1994) – 9/10

หนังเปิดเรื่องขึ้นมาที่การหยิบยกเอาความหมายของคำว่า Pulp ขึ้นมาพูด ซึ่งโดยตามเนื้อหาของหนังแล้วก็เข้าข่ายกับความหมายทั้งสองอย่างชัดเจน แต่ในทางที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นการทำหนังเรื่องนี้ที่มีการอ้างอิงรูปแบบ หรือเรื่องราวต่างๆมาจากหนังสือนิยายแนว Pulp-Fiction โดยในหนังเล่าถึงเรื่องของแก๊งสเตอร์ที่อยู่ในแอลเอ ซึ่งก็จะค่อยๆเล่าเรื่องไปทีละมุมมองของตัวละครที่เกี่ยวพันกัน โดยหนังไม่ได้เล่าเรื่องแบบตามลำดับเวลา ซึ่งในจุดนี้การเล่าเรื่องน่าจะ ถูกออกแบบมาให้เหมือนกับการพลิกอ่านหนังสือ เพราะนอกจากจะแบ่งเป็นตอนๆเหมือนให้คนดูต้องติดตามเรื่องราวของตัวละครต่างๆ เหมือนอ่านหนังสือรายเดือนแล้ว ก็ยังพบความเชื่อมโยงของเนื้อหาที่ไม่ได้ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันจากต้นไปจบ แต่สลับกันเป็นเรื่องๆให้คนดูดูไปทีละเรื่องแล้วเอามาต่อกันเอง ซึ่งในส่วนนี้ถูกจัดได้ว่าเป็นการทำให้หนังเรื่องนี้ถูกยกย่องในความโดดเด่น ในเรื่องของการเป็นหนังแบบ โพสต์โมเดิร์น

โพสต์โมเดิร์นนั้นคือยุคหลังสมัยใหม่มีที่มีจากการที่ในแนวคิดแบบโมเดิร์น นั้น ได้มีการกำหนดคุณค่าให้สิ่งต่างๆว่าอย่างไรดีไม่ดี อะไรควรทำแบบไหน จนไปถึงโครงสร้าง ในแง่ของหนังนั้นโครงสร้างนั้นได้ถูกกำหนดมาให้เล่าเรื่องแบบหนึ่งถึงสิบ เป็นแบบแผนการเล่าเรื่องเรียงลำดับทั้งเวลาและกราฟอารมณ์ที่คนทำหนังต่างๆ ต้องใช้กันมาช้านาน ซึ่งพอมาถึงแนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นนั้นก็ได้ตั้งคำถามและพยายามที่จะหักล้าง สิ่งที่โมเดิร์นสร้างเอาไว้โดยการไม่ยึดตามแบบแผนการไม่มีรูปแบบใดๆ โดยความเป็นโพสต์โมเดิร์นของหนังเรื่อง Pulp Fiction นั้นก็คือการที่หนังนั้นนำเอาการเล่าเรื่องมาละเลงให้มันกระจัดกระจายกันไป หมด โดยไม่สนใจการเรียงลำดับทั้งเวลาและกราฟอารมณ์ใดๆ ซึ่งนอกจากผลลัพธ์ที่ออกมาจะถูกผู้สร้างร้อยเรียงออกมาอย่างสวยงามแล้ว ในยุคนั้นรูปแบบแบบนี้ยังคงไม่ใช่อะไรที่นิยมกันแพร่หลายนัก หนังเรื่องนี้จึงมีความโดดเด่นในการเป็นหนังยุคแรกเริ่มในการเล่าเรื่องแบบ ไม่ได้ยึดหลักตายตัว ทำให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตามรูปแบบการเล่าเรื่อง และตัวอย่างของความเป็นโพสต์โมเดิร์นของหนังเรื่องนี้นั้นก็ยังถูกหยิบยกมา เป็นตัวอย่างในการพูดถึงได้อยู่เรื่อยๆไม่ตกสมัย

และซึ่งด้วยความที่หนังเล่าเรื่องจากตัวละครที่หลากหลายและไม่ได้มีการเรียง ลำดับเวลาทำให้มีบ้างบางกลุ่มคนที่จะรู้สึกว่าหนังดูยากและไม่เข้าใจ แต่ถ้าจะดูกันจริงๆจังๆแล้วหนังก็มีทั้งเส้นเรื่องที่เรียงลำดับเวลาอย่าง ชัดเจน และมีตัวละครนำเหมือนหนังปกติทั่วไปด้วย ซึ่งตัวละครหลักของเรื่องหรือตัวละครศูนย์กลางนั้นน่าจะเป็นตัวละคร จูลส์ โดยที่จุดที่เราจะสังเกตได้ก็คือเรื่องเปิดฉากแรกมาที่ร้านอาหาร ถึงแม้เราจะไม่เห็นตัวละครวินเซนต์และจูลส์ในตอนนี้ แต่ทั้งคู่ก็ได้อยู่ในร้านนี้ด้วยเช่นกัน เรื่องเล่าให้เห็นถึงภารกิจที่วินเซนต์และจูลส์ต้องไปทำให้กับมาร์เซลลัส จนกระทั่งตัวละครจูลส์พบกับจุดเปลี่ยนของชีวิตตนเอง และในตอนสุดท้ายของเรื่องก็กลับมาจบที่ร้านอาหารอีกครั้งโดยครั้งนี้เล่า เรื่องผ่านจูลส์เป็นหลัก เราจะได้เห็นว่าเรื่องเริ่มต้นและจบลงที่ตัวละครตัวนี้และตัวนี้ยังเป็นตัว ละครตัวเดียวที่ได้เรียนรู้หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ซึ่งนี่น่าจะเป็นเหตุผลให้จูลส์เป็นตัวละครศูนย์กลางของเรื่อง นอกจากนี้ยังมีการเรียงลำดับเวลาเรื่องราวเอาไว้แล้วด้วยคือ
1.วินเซนต์กับจูลล์
2.สถานการณ์ของบอนนี่
3.ปล้นร้านอาหารทั้ง 2 ช่วง
4.แจ็คแร็บบิท สลิม
5.นาฬิกาทอง
จะเห็นได้ว่าถ้าหากเรียงลำดับเรื่องราวดีๆแล้วเรื่องก็จะมีเส้นเรื่องที่ เกิดขึ้นไม่ได้เละเทะสลับซับซ้อนตามที่เห็นจริงๆ ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งความสนุกของหนังที่คนดูเหมือนต้องต่อจิ๊กซอว์ว่า อะไรอยู่ตรงไหน ต้องดูจากว่าตัวละครตัวไหนหายไปตอนไหน เรื่องนี้น่าจะต่อจากเรื่องไหน โดยจะเรียงได้จากว่าวินเซนต์และจูลส์เป็นตอนเริ่มเรื่องเพราะหนังยังเห็นตัว ละครทั้งสองตัวอยู่ด้วยกันดี ถัดมาก็จะพาไปสู่ตอนสถานการณ์ของบอนนี่ แล้วก็ถัดไปเป็นฉากที่ร้านอาหาร ซึ่งตรงจุดนี้ตัวละครจูลส์ได้ตัดสินใจจะเลิกทำงานนี้ ต่อจากนี้ไปเราจึงจะไม่ได้เห็นจูลส์อีก หรือจะพูดอีกทางก็คือให้สังเกตว่าตอนไหนที่ไม่มี จูลส์ นั่นก็คือเหตุการณ์ช่วงหลัง ซึ่งถัดมาก็น่าจะเป็นแจ๊คแรบบิต สลิม ที่วินเซนต์ต้องพามีย่าไปเที่ยวตามที่มาร์เซลลัสสั่งมา ซึ่งในตอนถัดไปคือนาฬิกาทองนั้นตัวละครวินเซนต์และมีย่าเจอกันในช่วงเวลา น้อยนิดในเรื่องแต่ก็ทักทายและพูดคุยกันถึงตอนที่ทั้งคู่ไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นสถานการณ์หลังสุดของเรื่อง

และถ้าหากว่าการเล่าเรื่องตามลำดับเวลาจริงๆเป็นแบบนี้แล้ว ตัวละครหลักก็มีเรื่องราวของตัวเองจบตั้งแต่ชุดสถานการณ์ต้นๆแล้ว ทำไมยังจึงต้องเล่าเรื่องของตัวละครตัวอื่นอีก เพราะก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องเล่าเรื่องของตัวละครที่ไม่ เกี่ยวพันกับตัวหลักให้ฟัง ความจำเป็นก็คือ ด้วยความที่หนังไม่ได้เล่าเรื่องตามแบบปกติ มีการสลับเรื่องราวเอาไว้ การนำเสนอของหนังจึงนำเสนอแบบเป็นขั้นเป็นตอน เช่นว่าคนดูควรรู้จักมาร์เซลลัส หนังก็เล่าตอนนาฬิกาทองก่อนที่จะไปถึงตอนร้านอาหาร หรือหนังต้องการให้รู้จักมีย่าก็เล่าเรื่องแจ๊คแรบบิต สลิมก่อน ซึ่งก็จะเห็นลำดับความสำคัญของตัวละครได้ว่า การเลือกเล่าตัวละครมีย่าก่อนเพราะมีความสำคัญกับเรื่องน้อย การเล่ามาร์เซลลัสทีหลังเพราะมาร์เซลลัสมีความสำคัญกว่า และถึงตัวละครของบุชจะถูกเล่าถึงด้วยและเป็นชุดเหตุการณ์สุดท้ายของเรื่อง ราวทั้งหมด แต่บุชก็มีความสำคัญตรงที่เข้ามาทำให้คนเห็นตัวละครมาร์เซลลัสมากขึ้น และนอกเหนือจากนั้นการเล่าเรื่องราวทั้งหมดยังคงแฝงไปด้วยลีลาที่จัดจ้านและ สุดแสบที่ในแต่ละตอนก็จะมีหัวข้อต่างๆในการพูดถึง เช่นหลงรักเมียเจ้านาย นัยของการนวดเท้า การให้อภัยของมาเฟีย และอื่นๆที่ทำให้หนังนั้นมีสไตล์เหมือนนิยายชุดที่เล่าเรื่องของแต่ละครโดย มีสาระของแต่ละตอนที่แตกต่างกัน

นอกเหนือจากความเป็นโพสต์โมเดิร์นในทางโครงสร้างแล้ว หนังยังมีมุมมองอื่นๆที่เป็นโพสต์โมเดิร์นอีกด้วย ทั้งการสร้างตัวละคร และการดำเนินเรื่อง ซึ่งในทางตัวละครก็เช่นการที่หยิบเอาตัวละครต่างๆมาทำให้เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ให้หมด เจ้าพ่อมาเฟีย มือปืน กลายเป็นคนธรรมดาๆไม่มีมาดไปทุกตัว เช่นว่า วินเซนต์กับมาร์เซลลัสนั้นเป็นมือปืนที่กำลังจะไปฆ่าคนให้มาร์เซลลัส แต่ระหว่างการไปทำภารกิจกลับพูดคุยกันเรื่องข่าวลือ การเถียงกันเรื่องนัยของการนวดเท้า หรือในส่วนอื่นๆเช่น เจ้าพ่อที่โดนผู้ชายด้วยกันจับข่มขืน นักฆ่าที่ไปเข้าห้องน้ำห้องของคนที่ตัวเองจะมาฆ่าแต่ต้องมาตายซะเอง หรือการให้ตัวละครมาปล้นร้านอาหาร โดยที่ให้เหตุผลรองรับมาเรียบร้อยว่าทำไมต้องมาปล้นที่นี่ โดยเอกลักษณ์ดังกล่าวของเรื่องนั้นทำให้ตัวละครดูมีความเป็นมนุษย์ธรรมดา และมักจะทำให้คนดูคาดไม่ถึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครเหล่านี้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ในหนังแบบเควนติน ทาแรนติโน่ ที่มักจะทำให้คนดูสนุกไปกับการถกเถียงเรื่องเล็กๆใกล้ๆตัวของตัวละคร ความสนุกในแบบที่กวนๆ หรือการติดตามตัวละครในมุมมองที่เห็นว่าเขาเหล่านั้นเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ซึ่งต่างจากหนังในยุคนั้นที่ว่าเจ้าพ่อต้องมีมาดแบบนี้ นักฆ่าต้องมีมาดแบบนี้ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของความสนุกของหนัง และยังมีความเป็นโพสต์โมเดิร์นในการที่หนังทำลายภาพลักษณ์ แบบแผนของตัวละครประเภทดังกล่าวไปจนหมดสิ้น

ในส่วนของการดำเนินเรื่องนั้นก็จะเป็นไปด้วยสถานการณ์สุดประหลาดที่เราไม่ คาดคิดว่าจะเจอ เช่นว่าโจรมาปล้นร้านอาหาร ซึ่งโดยปกติตามหนังตัวละครมักจะปล้นแบงค์ ร้านเหล้า ตามที่ตัวละครบอกแต่กลับมาปล้นที่ร้านอาหาร หรือการที่ตัวละครจูลส์บอกว่าก่อนหน้านี้ท่องพระคัมภีร์ให้ฟังก่อนจะฆ่าใคร เพราะรู้สึกว่ามันเท่ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันมีความหมายจริงๆทำให้เขาต้องการที่จะเปลี่ยนชีวิต ตัวเอง การไปเข้าส้วมแล้วโดนฆ่าตายของวินเซนต์ หรือการโดนผู้ชายข่มขืนของมาร์เซลลัสที่ทำให้เขาให้อภัยบุชที่หักหลังเขาได้ หรือการที่วินเซนต์ไปแอบหลงรักเมียเจ้านายแต่แทนที่จะลงเอยด้วยทั้งคู่มี สัมพันธ์ลึกซึ้งที่ต้องคอยปกปิดกัน เรื่องที่ทำให้ต้องปกปิดกลับเป็นการเสพยาจนเกือบตายของฝ่ายหญิง ซึ่งในส่วนนี้ค่อนข้างมีความสัมพันธ์กับการสร้างตัวละครเพราะตัวละครเองก็ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินเรื่องราว ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นการนำเสนอสิ่งที่แปลกแหวกแนวจากที่หนังแนวนี้ปกติทั่วไป ทำกัน

นอกเหนือจากความโดดเด่นในเรื่องของบทหนังแล้ว ในส่วนอื่นๆของหนังเรื่องนี้จัดว่ายังไม่อยู่ในระดับที่จัดจ้านเท่าไหร่นัก สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากหนังเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆของเควนตินก็คือ ตัวบทภาพยนตร์นั้นมักจะมีความจัดจ้านในรูปแบบและการดำเนินเรื่องมากๆ ซึ่งคุณค่าความดีทั้งหมดของตัวหนังก็อยู่ในการเล่าเรื่องนั้น โดยในส่วนประกอบอื่นๆก็ไม่ได้มีความโดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่การกำกับของเควนตินก็ยังอยู่ในระดับที่เรียกว่าช่วยสนับสนุนตัวบทหนังให้ ออกมาเป็นภาพได้อย่างดี โดยเฉพาะจังหวะต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างมีขั้นมีตอน และทำให้เราลุ้นหรือรู้สึกตามไปกับที่ผู้สร้างต้องการได้อยู่เรื่อยๆ และในหนึ่งความเก๋ของหนังของเควนตินก็คือการที่ตัวหนังมีแหล่งอ้างอิงอยู่ มากมายหลากหลายเต็มเรื่องไปหมด ในครั้งที่ตัวเควนตินเองยังเป็นวัยรุ่นนั้นเขาไปทำงานที่ร้านเช่าวีดีโอแล้ว ก็ได้ดูหนังเก่าๆแปลกๆหรือหนังหาดูยากๆมากมายทำให้หนังของเขาทุกเรื่องมักจะ มีการอ้างอิงถึงหนังเรื่องอื่นๆอยู่ตลอด ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องนี้ แต่ในหนังเรื่องนี้นั้นระดับการอ้างอิงนั้นยังคงอยู่ในระดับที่เป็นภาพรวมซะ ส่วนมากไม่ได้เจาะลึกลงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นว่าอ้างอิงหนังแนวปล้น หนังแนวมาเฟียและหนังแนวมือปืน และมีการแสดงของตัวละครบางตัวที่โผล่เข้ามาแบบอ้างอิงโดยเฉพาะ เช่น Christopher Walken ที่มารับบทเป็นทหารเพื่อนพ่อของบุช โดยในส่วนนี้เหมือนหนังจงใจเอา Walken มาเล่นเพราะเขาเคยโด่งดังมาจากหนังเรื่อง The Deer Hunter ที่เขาร่วมแสดงนำ ซึ่งในหนังเรื่องนี้ก็มีบริบทที่คล้ายๆกันก็คือ ทหารและสงครามเวียดนาม หรือการปรากฏตัวของ Harvey Kaitel ที่ดูแล้วเหมือนเป็นสุดยอดสายลับ นักวางแผนทั้งยังหรูเนี้ยบเท่ตลอดเวลา ซึ่งนี่ก็มาจากความชื่นชอบในตัว Kaitel ของเควนตินเองด้วยแล้ว และคาแรคเตอร์ที่ Kaitel ได้รับนั้นก็เป็นบทบาทที่อ้างอิงมาจากตัวละคร The Cleaner หรือคนเก็บกวาด ในเรื่อง Point of No Return ที่ออกฉายเมื่อปี 1993 นอกจากนี้ยังมีการใช้องค์ประกอบที่เรียกว่า Macguffin ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำกับชั้นครูอย่าง Alfred Hitchcock ชอบใช้พูดถึงการสร้างเรื่องราวและความตื่นเต้นระทึกในเรื่อง ซึ่ง Macguffin นั้นจำกัดความได้ว่าสิ่งซึ่งเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพราะของชิ้นนี้ ซึ่งด้วยความที่คนดูไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วมันมีความสำคัญถึงขั้นทำให้เรื่องเกิดมันจึงสามารถสร้างความลุ้นระทึก ช่วยดึงความอยากรู้อยากเห็นของคนดูได้อย่างดี ซึ่งในเรื่องนี้องค์ประกอบแบบ Macguffin ก็คือ กระเป๋าใบที่วินเซนต์และจูลส์ต้องไปเอามาคืนให้กับมาร์เซลลัส ที่ทุกครั้งที่กล่องเปิดออกจะมีแสงสีทองส่องออกมาและตัวละครจะต้องตกตะลึง งึงงันเล็กน้อยเมื่อเห็นมันแต่คนดูจะไม่ได้เห็นว่ามันคืออะไร ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ใช้ในการอ้างอิงถึงการผูกเรื่องราวตามแบบ ผู้กำกับยุคเก่าที่นิยมใช้การผูกเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ไม่ถึงกับเด่นชัดมากแต่ก็มีความโดดเด่นอยู่ก็คือการออก แบบภาพของหนังที่มักจะมีจังหวะเข้าไปสอดรับกับการเกิดจังหวะพลิกเรื่องได้ อย่างดีในบ่อยครั้ง เช่นว่าเมื่อจังหวะที่ บุชกำลังหานาฬิกากล้องก็มีการเคลื่อนเข้าหาบุชอย่างช้าๆ จากตอนแรกที่เห็นภาพกว้างเป็นเฟรมที่เห็นทั้งห้องเมื่อจังหวะที่บุชระ เบิดอารมณ์เฟรมก็เหลือแต่บุชคนเดียวที่เราเห็น ซึ่งจังหวะในช่วงนี้ทำให้เราเห็นถึงการกำลังจะเกิดเรื่องราวอะไรซักอย่างกับ ตัวละครทำให้เราลุ้นและติดตามกับหนังไปด้วย หรือฉากที่บุชจะเข้าไปช่วยมาร์เซลลัสที่ถูกจับไปทรมานในห้องนั้นภาพก็ทำให้ เราลุ้นได้อย่างดีว่ามีอะไรอยู่หลังประตู กำลังเกิดอะไรขึ้น จะเข้าไปดีหรือไม่ หรือในตอนก่อนที่บุชจะหนีแล้วตัดสินใจกลับไปช่วยมาร์เซลลัสกล้องก็แค่ เคลื่อนเข้าหาบุชช้าๆในชังหวะที่บุชยืนคิด ช่วยเน้นย้ำให้เห็นถึงความคิดบางอย่างที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาตัดสินใจออกมา อย่างชัดเจน และอย่างจังหวะที่บุชกลับมาที่บ้านมาเอานาฬิกาแล้วหันไปเจอปืนอยู่ก็สร้าง ความรู้สึกระทึกชวนติดตามได้

Laurence Anyways

Laurence Anyways (Xavier Dolan,2012) – 8.5/10

หนังที่มีเรื่องที่ก้าวพ้นจากความเป็นหนังโรแมนติคธรรมดา ซ้ำยังวิพากษ์สถานะทางเพศในสังคมได้อีกหนึ่งชั้น จากตัวพล็อตที่ไม่มีอะไรเท่าไหร่นอกจากการที่คนสองคนรักกันแล้วก็ต้องเลิก กัน แต่ก็ยังกลับมารักกันก่อนจะรู้ตัวว่ามันเป็นไปไม่ได้ รูปแบบการเล่าเรื่องทางด้สนโครงสร้างก็เดิมๆ ไม่ได้แหวกแนวกว่าหนังรักอื่นๆยังไง

แต่สิ่งที่แหวกแนวคือลอเรนซ์ชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีแฟนสาวมาได้สองปี ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมีความสุขกัน และรักกันอย่างมหาศาลกลับต้องเปลี่ ยนไปเมื่อลอเรนซ์บอกว่าชีวิตที่เขาเป็นอยู่นี้ไม่ได้เป็นของเขา เขากำลังขโมยชีวิตคนอื่นอยู่ ชีวิตจริงๆของเขานั้นเป็นผู้หญิง และเขาจะเริ่มแต่งตัวเป็นผู้หญิงนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แรกเริ่มแฟนสาวของเขาก็ยืนหยัดเคียงข้างและสนับสนุนลอเรนซ์อย่างที่เขาอยาก เป็น ความรักของทั้งคู่กลายเป็นความสัมพันธ์แปลกประหลาดระหว่างผู้ชายที่แต่งตัว เป็นผู้หญิงกับผู้หญิง ซึ่งถึงแม้ลอเรนซ์จะกลายมาเป็นผุ้หญิงในทางกายภาพแล้ว เขาก็ยังคงรักเฟรด แฟนสาวของเขาอยู่เสมอ และเขาโอเคกับความไม่ชัดเจนว่าอะไรชายอะไรหญิง หรือรักชายรักหญิงอะไรก็ตาม เขายังคงรักที่เฟรดเป็นเช่นนั้น ส่วนเฟรดที่รักลอเรนซ์เช่นกันก้เหมือนจะทนกับแรงกดดันจากสังคมไม่ไหวจนต้อง แยกกัน ต่างคนต่างไปมีชีวิตครอบครัวของตัวเอง

เมื่อเวลาผ่านไปมีเหตุให้ทั้งสองกลับมาพบกันอีกทำให้เราเห็นว่าแท้จริงแล้ว ทั้งสองนั้นก็รักกันจริงๆขนาดไหน แต่สุดท้ายเมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆชีวิตรักของทั้งคู่ก็ต้องจบลงอยู่ดี และไม่มีวันจะอยู่ร่วมกันได้อีกด้วย หนังได้เล่าให้เห็นถึงว่าตัวลอเรนซ์นั้นได้รับแรงกดดันจากสังคมต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะการต้องเลิกสอนหนังสือ การมีเรื่องกับคนในบาร์ หรือการถูกตั้งคำถามกับตัวตนของเขาอยู่เสมอ แต่เขาไม่เคยใส่ใจมัน เขาใส่ใจเพียงแค่เฟรดเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่เขาเลิกรากับเฟรดไปอยู่กับแฟนใหม่อย่าง ชาร์ลอตต์ เขาก็เหมือนอยู่ด้วยไปวันๆไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น ยิ่งเมื่อเขาต้องเลือกว่าจะรักษาสัมพันธ์กับชาร์ลอตต์หรือจะกลับไปหาเฟรดเขา ก็เลือกที่จะกลับไปหาเฟรด ในส่วนนี้เราจะเห็นว่าลอเรนซ์ไม่ได้ใส่ใจในความแตกต่างหรือสิ่งที่ตัวเขาเป้ น เขาใส่ใจเพียงแค่ชีวิตของเขาที่ดำเนินไป และคนที่จะมาเติมเต็มตัวเขาก็เท่านั้น

แต่สำหรับเฟรดนั้นเราได้เห็นว่าเฟรดต้องทนรับแรงกดดันจากรอบข้างขนาดไหนใน การใช้ชีวิตอยู่กับลอเรนซ์ หนังเล่าเรื่องโดยใช้โทนอึมครึม มีแรงกดดันมวนๆประหลาดๆอยู่ตลอด และมาถูกระเบิดเอาก็ตอนที่ทั้งคู่อยู่ในร้านอาหารแล้วถูกยุ่มย่ามจากพนักงาน เสิร์ฟในร้าน จากนั้นเราก็เห็นเฟรดเปลี่ยนไป เธอแต่งตัว เธอเที่ยว จากที่เราเห้นเราจะรู้สึกว่าช่วงเวลานี้มันช่างแสนเศร้า และเป็นฉากที่ดูจัดวางไม่เหมือนตอนที่เธออยู่กับลอเรนซ์ แต่เธอก็ยังเลือกที่จะให้เป็นแบบนั้น เพราะเธอต้องการใช้ชีวิตที่จะอยู่กับผู้ชาย

ปมนี้มาเด่นชัดขึ้นในตอนที่ลอเรนซ์พาเฟรดไปเจอกับคู่รักที่ข้ามเพศเช่นกัน แต่ก็ยังอยู่ด้วยกันได้ โดยเป็นการพิสูจน์ให้เห้นว่าวิถีชีวิตแบบนี้มันสามารถมีความสุขได้จริงๆ แต่กลับเฟรด เธอไม่สามารถยอมรับชีวิตแบบนี้ได้ และเธอได้พุดประโยคที่คนดูน่าจะรู้มาตลอดอยู่แล้วออกมาว่า ฉันต้องการอยู่กับผู้ชาย ในความหมายคือเฟรดเองก็รักลอเรนซ์มาก แต่เธอไม่อาจจะทนอยู่กับคนที่ไม่ใช่ผู้ชายได้ ถึงเธอจะเจอใครที่เธอไม่ได้รักเท่าเขาถ้าคนนั้นเป็นผู้ชายเธอก็โอเคที่จะ อยู่ด้วย จากตรงนี้จะเห้นว่าเฟรดเองนั้นถูกกรอบของสังคมครอบเอาไว้อย่างแน่นหนาใน เรื่องของค่านิยมในเรื่องเพศเช่นว่า ชายต้องคู่กับหญิง หญิงต้องคู่กับชาย และเธอก็ไม่อาจจะยอมรับชุดความเป็นไปได้อื่นๆที่อยู่นอกเหนือจากนี้ได้ หนังได้นำเสนอเรื่องเพศแบบเสรีอย่างสุดทางมากๆเพราะเราจะเห้นว่าแม้ผู้ชาย ที่อยากแต่งตัวเป็นผู้หญิงก็ยังรักกับผู้หญิงไม่ได้ชอบผู้ชายหรืออะไร หนังกำลังพูดถึงเสรทางด้านเพศที่ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ว่าอะไรคู่กับอะไร แต่ลงลึกไปถึงตัวตนว่าใครจะชอบใคร ซึ่งตัวละครเฟรดก็เป็นเหมือนคนทั่วๆไปที่ถูกสังคมกล่อมเกลามาให้มีความเชื่อ แบบรูปแบบเอาไว้

ในตอนจบหนังหยิบฉากที่ทั้งสองเจอกันครั้งแรกมาเล่าให้ฟัง โดยในประโยคสุดท้ายของหนังเป็นทั้งที่มาของชื่อเรื่อง และเป็นตัวสรุปใจความของสิ่งที่หนังกำลังจะบอกด้วย ว่า ไม่ว่ายังไง ผมก็คือลอเรนซ์ ซึ่งมีความหมายไปถึงว่าในวันหนึ่งถึงผมจะกลายเป็นอะไรก็ตาม ผมก็ยังคงเป็นลอเรนซ์อยู่ นั่นคือสิ่งที่หนังกำลังพูดในเรื่องของความเป้นชายและหญิง กับตัวตน ที่ตัวตนของเราก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย

หนังเล่าเรื่องด้วยโทนใสๆหน่อยแต่จะมีจังหวะอึมครึมมืดหม่นแทรกเข้ามาบ้าง เล็กน้อย หนังเล่าเรื่องง่ายๆภายนอกดูเป้นหนังรักอกหัก เศร้าๆทั่วไป โครงสร้างเดิมๆ แต่ความหมายที่ตัวหนังกำลังบอกนั้นมีความหมายที่พูดถึงความสัมพันธ์ในเชิง ลึก และก่อให้เกิดการตั้งคำถามได้อย่างดี นั่นจึงเป้นจุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่น ดูสนุก และชวนให้คิดอะไรบางอย่างได้อย่างครบครัน

The Extraordinary Adventures of Adèle Blanc-Sec

The Extraordinary Adventures of Adèle Blanc-Sec (Luc Besson,2010) – 4/10

หนังที่ดูจะออกแนวผจญภัยนิดๆ สิ่งลี้ลับหน่อยๆ ผิวเผินดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ในเวอร์ชั่นผู้หญิง ของประเทศฝรั่งเศษ ที่แรกเริ่มก็ดูเหมือนจะพอมีเนื้อหาสาระและความสนุกอยู่บ้าง แต่ไปๆมาๆก็กลับน่าผิดหวังเป็นอย่างสูง

หนังเปิดเรื่องด้วยวิธีการเชื่อมโยงตัวละครต่างๆเข้ามาหากันอย่างจัดจ้าน ประหนึ่งเหมือนว่าเป็นหนังของกาย ริชชี่ ที่พอดูไปซักพักจะเห็นถึงความไม่เชื่อมโยงกันของตัวละครต่างๆ จริงอยู่ที่ เส้นเรื่องทั้งหมดของเรื่องของแต่ละตัวละครจะมีความคาบเกี่ยวเกี่ยวพันกัน อยู่บ้าง แต่ในความคาบเกี่ยวนั้นๆมันแทบจะไม่คาบเกี่ยวกันเลย ตัวละครไม่มีความสัมพันธ์ใดๆต่อกันและไม่ได้ส่งผลต่อกันและกันแต่อย่างใด ลีลาในตอนต้นที่หนังหยิบยกมาใช้จึงดูฉูดฉาดเกินตัวไปพอสมควร ซึ่งดูจะเหมือนเป็นเค้าลางเบาๆว่าหนังเรื่องนี้ความเกี่ยวแน่นของเนื้อ เรื่องมันจะบอบบางถึงเพียงใด

เมื่อเรื่องเปิดตัวละครเอกของเรื่อง ก็อยู่ในการเปิดตัวละครที่ช้ามาก และเมื่อเราดูไปซักพักก็จะพบว่าเส้นเรื่องของตัวละครหลักนั้นไม่ได้ไปเกี่ยว อะไรกับเส้นเรื่องที่หนังปูมาก่อนกน้าเลย เมื่อเรื่องดำเนินไปลึกขึ้นเรื่อยๆเราก็เห็นความแยกส่วนของเนื้อหาชัดขึ้นๆ จนหนังเรื่องนี้ดูจะกลายมาเป็นการผสมผสานองค์ประกอบต่างๆจนดูเละเทะไปหมดขาด การจัดระเบียบ หรือเรียบเรียงเรื่องราวให้ดี นอกจากนี้ความเข้มข้นของเรื่องก็กลายเป็นอยู่ในระดับต่ำตมเพราะมันเละเทะไป หมด หนังพอจะดูเพลินๆได้บ้างด้วยสีสันของนักแสดงและมุกตลกแห้งๆของหนังก็ไม่ถึง ขั้นเลวร้ายมากนัก แต่ถ้าคาดหวังความสนุกเข้มข้นมากกว่านั้นเรื่องนี้จัดได้ว่านำพาไปสู่จุดที่ ล้มเหลวอย่างแท้จริง

วิจารณ์หนังThe Losers

The Losers (Sylvain White,2010) – 7/10

หนังที่เนื้อเรื่องก็งั้นๆ การผูกปมเรื่องก็งั้นๆ แต่การเล่าเรื่องทางด้านภาพนั้นมันช่างมันสะใจสุดยอดเหลือหลาย หนังหยิบเอาเนื้อเรื่องเดิมๆมาทำซ้ำๆ ตัวละครแบบเดิมๆมาทำซ้ำๆอีกครั้ง และที่แย่คือการเล่าเรื่องที่ดูกระอักกระอ่วนเดี๋ยวจะให้ไปยังงั้น ยังงี้ หรือตัวละครคู่ตรงข้ามที่ก็ดูตลกแบบแปลกๆไม่น่าจะมีพิษภัยอะไรเลยด้วยซ้ำ

แต่ส่วนที่สนุกสุดๆของหนังก็คือการเล่าเรื่องด้วยภาพที่มีลีลาจัดจ้าน โดดเด่นมาก แค่การย้ายสถานที่หนังก็เปิดสถานที่แต่ละเมืองออกมาอย่างน่าสนใจแล้ว การใช้ภาพช่วยเล่าเรื่องในเชิงแอคชั่นนั้นยิ่งสนับสนุนตัวเรื่องเป็นอย่างดี

โดยรวมๆตัวหนังค่อนข้างงั้นๆ ธรรมดาๆ แต่เพราะความโดดเด่นของภาพที่สนุกสนานเก๋ไก๋ทำให้ความสนุกของหนังเรื่องนี้ อยู่ในระดับที่เอ็นจอยเป็นอย่างมาก แต่ถ้าจะมองกันโดยเนื้อแท้แล้วหนังก็ยังเหนาะแหยะไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็น เรื่องเป็นราวเทม่าไหร่นัก