December, 2012

now browsing by month

 

The Perks of Being a Wallflower

The Perks of Being a Wallflower (Stephen Chbosky,2012) – 8.5/10

นีคือหนังชีวิตวัยรุ่นที่ไม่ได้มีความต้องการจะขายตลาดเอาใจกลุ่มวัยรุ่น กระแสหลักเลยแม้แต่น้อย หากแต่ว่าหนังสามารถเป็นภาพสะท้อนของชีวิตความเป็นวัยรุ่นได้อย่างสมจริง และไม่ดัดจริต

จนเกินไป ซึ่งก็ทำให้เหมือนเป็นลูกครึ่งระหว่างหนังอินดี้และหนังแมสอยู่เล็กน้อย เพราะเข้าใจง่าย สนุกสนานแต่ก็ดูมีแง่มุมที่เปราะบางเหลือทนหนังเล่าเรื่องของชาร์ลีหนุ่มน้อยที่กำลังเริ่มต้นชีวิตไฮสคูล ที่หนทางดูแล้วช่างแสนจะโหดร้ายสำหรับเขาเสียเหลือเกิน โดยในตอนแรกเรารู้จากการบอกเล่าของหนังได้ว่าชาร์ลีมีปัญหากับการอยู่ใน สังคมและการผูกมิตร ซึ่งชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปหลังจากที่ได้พบกับแพทริคและแซม ซึ่งหนังก็เริ่มสะท้อนแง่มุมให้เห็นว่าคนแบยชาร์ลีเหมือนดอกไม้ริมกำแพงที่ ไม่มีใครสังเกตุเห็นแต่เขากลับเฝ้าดูผู้อื่นอยู่เสมอ ซึ่ีงหนังก็ทำให้เห็นเค้าลางของมิตรภาพที่แสนงดงามและละเอียดอ่อนของกลุ่ม ตัวละครเหล่านี้

หนังยังนำเสนอภาพของชีวิตวัยรุ่นได้อย่างครอบคลุม แล้วยังแฝงไปด้วยความเปราะบางและล่องลอย ความรู้สึกสับสนหลงทางและไร้ค่าของเหล่าวัยรุ่นทั้งหลาย เช่นว่าการแอบหลงรักหญิงสาวที่ใกล้ชิดคนหนึ่งแต่ไม่กล้าจะบอก การจับพลัดจับผลูต้องไปคบกับผู้หญิงคนหนึ่งโดยไม่ได้รู้สึกรักใครชอบพอ แต่ก็ไม่อาจจะยุติความสัมพันธ์นี้ลงได้ หรือการเป็นเพศที่สามที่ต้องคอยหลบซ่อนไม่ได้รับการยอมรับจากใคร ซึ่งหนังยังเผยมิติของตัวละครเพศที่สามว่าจิตใจของเขาเปราะบางขนาดไหนจากที่ เราเห็นฉากหน้าอันแสนโหดร้ายและก้าวร้าว ซึ่งโดยรวมแล้วภาพของเหล่าวัยรุ่นไม่ว่าจะตัวหลักตัวรองในเรื่องต่างก็เต็ม ไปด้วยความเจ็บปวด และหลงทาง และการดิ้นรนเพื่อใช้ชีวิตของตนเองให้มีค่าและได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกหนังนำเสนอออกมาอย่างแยบคายและสับสน หรือในขั้นที่ไกลกว่านั้นคือเรารู้สึกได้ว่าเหล่าตัวละครทั้งหลายในเรื่อง นั้นช่างเหมือนๆกับเราซะเหลือเกิน และบางทีเราก็คิดและทำเหมือนๆกับตัวละครเหล่านั้นจนน่าตกใจ

นอกจากนี้หนังยังมีประเด็นที่เกี่ยวโยงกับชีวิตเบื้องลึกของตัวละครเอก ที่เคยเกิดปมในวัยเยาว์ ซึ่งีวิตของเขาดูจะหลุดพ้นจากความเลวร้ายออกมาได้เมื่ออยู่ท่ามกลางเหล่า เพื่อนผองและคนรู้ใจ แต่เมื่อคนเหล่านั้นจากไปเรากลับได้เห็นผลพวงอันรุนแรงของความไม่มีที่ยึด เหนี่ยวของตัวละคร หรือบางทีดอกไม้ริมกำแพงก็อาจจะมีนัยยะในทางนี้เช่นกันว่าเขาเหล่านี้ ที่ต้องคอยแยกตัวเองออกจากสังคมนั้นจิตใจเขาช่างบอบบางและอ่อนไหว ที่ต้องการที่พักพิงคอยให้เขาได้ยึดเหนี่ยวให้ดำรงอยู่ได้ และเมื่อเขาสามารถจะเกาะติดกับอะไรบางอย่างแล้วเขาก็จะกลายเป็นดอกไม้ที่งด งาม ที่อาจจะไม่มีใครสังเกตุเห็น แต่ถ้าหากไม่มีกำแพงเขาเหล่านั้นก็เป็นดอกไม้ที่ไร้ที่พักพิงใดๆ ตามเนื้อเรื่องแล้วตัวเอกมีปมวัยเด็กกับการสูญเสียป้าไป ซึ่งในส่วนนี้หนังค่อยๆเผยรายละเอียดเยอะขึ้นเรื่อยๆระหว่างความสัมพันธ์ของ ชาร์ลีกับป้า ด้วยความจำและระยะเวลาที่ทำให้ความทรงจำนั้นช่างลางเลือนกับเหตุการณ์ที่เคย เกิดขึ้นทำให้มีปมปัญหาบางอย่างถูกฝังเข้าไปอยู่ในตัวของชาร์ลีที่ส่งผล รุนแรงจนกระทบต่อจิตใจอย่างมหาศาล และการจะเติบโตแล้วใช้ชีวิตต่อไปมันช่างยากลำบากเสียเหลือเกิน

ในตอนจบหนังขมวดกลับมาให้เราเห็นว่าอดีตที่มันผ่านไปเราไปทำอะไรมันไม่ได้ แต่การที่เราจะรับมือแล้วดำเนินชีวิตต่อไปนี่สิเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งถึงแม้แก่นความคิดดังกล่าวจะถูกเล่าออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่ได้ มีลีลาที่ล่องลอย เปราะบางขนาดนี้เท่าไหร่นัก นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงระหว่างการเติบโตเป็นผู้ใหญ่กับชีวิตและความ รู้สึกของการเติบโตในช่วงวัยรุ่นได้อย่างครอบคลุมจนกลายเป็นกระจบานมหึมาที่ สามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆได้อย่างครบถ้วน

โดยรวมแล้วหนังมีความสะเทือนอารมณ์และล่องลอย รู้สึกเปราะบางอยู่ตลอดเรื่อง แต่ไม่มีลีลาท่าทางที่ดัดจริตจนเกินงาม ถึงแม้บางอย่างอาจจะชวนกังขาไปบ้างเช่นว่า ระหว่างป้ากับชาร์ลีนั้นมันยังไงกันแน่ มันเกิดขึ้นได้จริงเหรอกับเด็กวัยแค่นั้น แต่โดยรวมแล้วหนังก็ทรงพลังมากในการเล่าเรื่องราว ดนตรีก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของการทำให้หนังดูเพลิดเพลินขึ้นซึ่งพอไปอยู่ใน หนังแล้วก็ดูลงตัวกันได้อย่างดี สุดท้ายแล้วหนังจบแบบไม่ได้โลกสวยจนเกินไป แต่โลกนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนักเช่นกัน ซึ่งชีวิตของเราทั้งหลายก็คงจะอยู่ในประโยคสุดท้ายของหนังที่ถูกบอกเล่าผ่าน ชาร์ลี และเราทุกคนอาจจะต้องลองมองแสงไฟที่เราลอดผ่านจากอุโมงค์มาสู่เมืองใหญ่แล้ว ใช้ชีวิตให้ดีที่สุดต่อไป

Argo

Argo (Ben Affleck,2012) – 8.5/10

ก่อนหน้ากับ The Town ที่ทุกคนชมนักชมหนาว่ามันเป็นหนังที่สุดยอดมาก โดยส่วนตัวแล้วกลับไม่ได้รู้สึกอะไรเช่นนั้นเลย ซ้ำยังรู้สึกว่าเป็นหนังดาษๆซ้ำๆซากๆไม่น่าสนใจอีกซะด้วย เลยไม่ได้พกความคาดหวังใดๆเข้าไปดูหนังเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับได้พบว่าหนังเรื่องนี้สนุกสุดยอดกว่าเรื่องก่อนมาก ในส่วนหนึ่งอาจจะต้องยกความดีให้กับเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่มีความเข้มข้น เปราะบาง สนุกสนาน เฉือนคม อยู่เต็มไปหมด จนเอื้อให้เมื่อนำมาทำเป็นหนังแล้วสามารถสร้างความสนุก

สนานลุ้นระทึกชวนติดตามได้ไม่ยากเริ่มเรื่องมาหนังเปิดโดยการเล่าความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับอิหร่านที่ ค่อยๆเป็นค่อยๆไปในยุคแรกเริ่มมาจนถึงยุคแตกหัก ด้วยสไตล์จัดจ้านน่าดู จากนั้นก็ชวนขนลุกตื่นเต้นไปกับเหตุการณ์บุกเข้ายึดสถานฑูต ซึ่งฟอร์มในการนำเสนอในช่วงนี้นั้นจัดเต็มมากทางด้านเทคนิค ไม่ว่าจะการตัดต่อ การใช้ภาพ รวมไปถึงการใช้กล้องที่ให้ฟิล์มลุค หรือภาพที่ดูเป็นฟุตเตจจากเหตุการณ์ที่ทำให้ลุคดูเหมือนมาจากยุคนั้น ความอลังการของตัวประกอบและเหตุการณ์ความกดดันก็เข้มข้นอยู่ไม่น้อย เมื่อผ่านช่วงนั้นไปหนังก็ดำเนินเข้าสู่ช่วงการวางแผนช่วงชิงตัวประกันหนังบอกเงื่อนไขที่เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่ให้ตัวเอกต้องทำงานแข่งกับระเบิด เวลาเข้ามา เช่นว่าทางอิหร่านอาจพบภาพของพนักงานอเมริกันที่หายไปหกรายเจอและรู้ว่าหน้า ตาเป็นยังไงบ้าง หรือความกดดันทางด้านการฑูตที่กำลังถูกบีบคั้นเข้ามาเรื่อยๆ แต่เมื่อหนังปูไว้ก็ไม่ได้มีการนำจุดนี้กลับมาเล่นเป็นระยะเท่าไหร่แต่ทิ้ง หายไปเลย แล้วก็ให้เราไปตามการดำเนินแผนการช่วงชิงตัวประกันแทน ซึ่งในช่วงนี้ก็ดูข้ามๆโดดๆกันไปเรื่อยๆให้เห็นแผนดำเนินไปอย่างรวดเร็วไม่ ได้เห็นถึงวิธีการที่ละเอียดในการประกอบสร้างความจริงขึ้นมาเท่าไหร่นัก ซึ่งจุดเด่นของเรื่องในช่วงนี้ก็เห็นจะเป็นการที่มีบุคคลจริงๆเข้ามาเกี่ยว ข้อง และฟุตเตจเก่าจากช่วงเหตุการณ์จริงที่ถูกผู้สร้างเอามาละเลงให้เห็นกันเต็มๆ แต่โดยการดำเนินเรื่องแล้วยังสามารถที่จะดันให้น่าสนใจน่าติดตามได้มากกว่า นี้

เมื่อตัวละครดำเนินตามแผนไปถึงขั้นที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือแล้วนั้น ก็ทำออกมาได้สนุดชวนระทึกแต่ก็แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ช่วงพลิกถูกยกเลิกภารกิจหนังก็ดึงคนดูไม่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าการล้มเลิกนี้มันเลวร้ายยังไงหรือการจะมาถึงจุดนี้ได้มัน ต้องผ่านต้องเสี่ยงอะไรมาบ้าง เพราะหนังเล่าให้เราฟังผ่านๆหรือบางจุดก็ข้ามไปเลยทำให้เราไม่เห็นว่าตึกสูง ที่สร้างด้วยความเสี่ยงนั้นถ้ามันจะพังลงมาแล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งความไม่ถึงเท่าไหร่นี้ก็ยังคงยาวไปถึงช่วงไคลแมกซ์ของเรื่อง ที่นำเอาสูตรฉากเฉือนคมมาใช้ ซึ่งจะว่าไปโดยตัวเทคนิคการเล่าเรื่องดังกล่าวถูกใช้อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้แบบไม่สุดเท่าไหร่ เพราะดูจังหวะหรือการผูกปมมาในตอนแรกยังมีช่องโหว่ไปบ้าง หรืออาจจะมีส่วนที่ผู้สร้างบิวต์คนดูไม่ดีทำให้มันรู้สึกไม่สุดเท่าไหร่ ทั้งๆที่มันค่อนข้างมีความตึงเครียดอยู่สูงมาก แต่รวมๆก็คือทำออกมาดีในระดับหนึ่งพอลุ้นพอสนุกได้บ้าง

สิ่งที่น่าสนใจก็คือหนังเล่าเรื่องที่เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ผ่านมุมมองของอเมริกัน แต่ก็ไม่ได้มีความพยายามยัดเยียดให้อิหร่านดูเป็นฝั่งชั่วร้าย เป็นปิศาจชั่วช้าจิตใจต่ำทราม แต่กลับเป็นการตอบโต้กันในเรื่องของความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ โดยที่อเมริกากลับดูจะเป็นฝ่ายผู้ร้ายเสียมากกว่า เพราะจากประโยคที่พูดถึงเบื้องหลังของการดำเนินการทางการเมืองก็ทำให้เห็น ว่าทุกสิ่งนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ทั้งสิ้น โดยตัวเอกถูกวางสถานะไว้แค่ผู้ช่วยเหลือ เป็นผู้ที่ต้องทำการช่วยเหลือคนที่ต้องตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งเท่านั้น ในส่วนอื่นโดยรวม หนังใช้รูปแบบโครงสร้างที่ค่อนข้างจะถูกเล่าซ้ำซากไปมาได้อย่างสนุกสนานอยู่ พอตัว แต่ก็เหมือนจะยังไปไม่สุดระทึกไม่สุดซักเท่าไหร่ อีกจุดเด่นก็คือการสอดแทรกรายละเอียดต่างๆของยุคสมัย และการหยิบเอาเรฟเฟอร์เรนซ์จากของจริงสอดใส่เข้าไปในเรื่อง รวมถึงฟุตเตจต่างๆ ที่เมื่อเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วมันก็ช่างดูจริงและมีสีสันอย่างมาก และที่น่าชื่นชมมากคือตัวหนังมีสิริเวลาร่วมสองชั่วโมง ถึงแม้เราจะรู้สึกว่าหนังมันยังดันไปได้สุดกว่านี้ก็ตาม แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย แต่กลับติดตามอยู่ได้ตลอดเรื่อง

ทว่าน่าเสียดายที่ตัวละครแม่บ้านของฑูตแคนาดานั้นดูเป็นตัวละครแม่พระเกินไป มิติน้อยไปบ้างทั้งๆที่มีจุดที่สามารถจะนำเอามาต่อยอดทางสถานการณ์ได้อีก และสิ่งที่ดูจะเป็นปัญหาหลักๆของ เบน เอฟเฟลค ที่เห็นได้ตั้งแต่ครั้งก่อนก้คือการบิวต์คนดูที่ยังไม่สามารถดึงไปให้ถึงสุด ทางเท่าไหร่นัก ซึ่งถ้าหากหนังเรื่องนี้สามารถดึงคนดูให้ขึ้นหรือลงได้ตามเส้นเรื่องแล้วก็ คงจะเป็นหนังที่ระทึกขวัญสุดใจ และตราตรึงในใจไปอีกนานแสนนาน

The Expendables 2

The Expendables 2 (Simon West,2012) – 5.5/10

หนังที่พยายามจะเรยกร้องเอาวันวานอันหอมหวานแห่งหนังแอคชั่นยุคเก่าให้หวน กลับมา โดยเอาดารานักบู๊รุ่นเก๋าๆกลับมาคืนจอกันอย่างครบถ้วนที่สุดเท่าที่เราจะ จินตนาการได้ ซึ่งถ้าหากมี สตีเว่น ซีกัล มาอีกคนหนังคงครบอย่างแท้จริง แต่ถึงกระนั้นก็ตามหนังก็เป็นได้แค่หนังพยายามจะหวนเอารูปแบบอดีตมาใช้ เพราะสุดท้ายแล้วหนังก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนุกซักเท่าไหร่ ที่ดูจะรื่นเริงบันเทิงใจก็ดูจะมีแค่การที่เราได้เห็นรุ่นเก่ากลับมาทำอะไร แบบที่เราเคยเห็นเมื่อตอนเขา

หนุ่มๆปัญหาใหญ่ของหนังก็คือการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งการแอคชั่น ซึ่งโดยตามหลักสากลโลกที่ฮอลลีวูดนิยมใช้นั้นมักจะเป็นการตัดต่อเร็ว แต่หนังเรื่องนี้ยังกินไปถึงการเล่าเรื่องเร็ว เมื่อเล่าเรื่องเร็วจนเกินไปทำให้จังหวะเรื่องนั้นๆเสีย และคนดูก็ไม่สามารถจะดื่มด่ำกับเรื่องราวได้ดีเท่าที่ควร แล้วก็พาลจะทำให้ช่วงเวลาแอคชั่นนั้นกร่อยลงไปเสียอีกด้วยซ้ำ เพราะเราจะงุนงงว่าอะไรไปมายังไง เมื่อกี๊เกิดอะไรขึ้นบ้าง แทนที่จะเป็นความสนุกตื่นเต้น อีกจุดก้คือการสรางอารมณ์ให้คนดูไม่สะใจเท่าที่ควรอย่างแรกคือเสียงเอฟเฟค ต่างๆที่ไม่ได้ดูเอะอะเอ็ดตะโรขโมงโฉงเฉงเท่าที่ตัวเรื่องมันกำลังดำเนิน อยู่ กลายเป็นเสียงปืนง่อยๆ เสียงระเบิดง่อยๆ ซึ่งเรื่องเสียงก็ยังกินควบไปถึงการออกแบบดนตรีประกอบที่ดูจะแผ่วๆไม่ได้น่า สนุกตื่นเต้น แต่ดูเหมือนเพลงประกอบบ้านผีสิงอะไรซักอย่างส่วนที่ดูจะสนุกสนานที่สุดในเรื่องคือการเอานักบู๊รุ่นเก่าทั้งหลายมาหยอก ล้อกันตลอดที่โผล่ออกมาในเรื่อง ที่สนุกที่สุดน่าจะเป็น ชัค นอร์ริส ที่ถูกหยอกล้อถึงความเป็นบร๊ะเจ้าชัค ขนาดหนัก โดยเฉพาะมุกงูเห่าที่ใครจะไปคิดว่าจะเล่นกันโต้งๆแบบนี้เลย หรือการล้อเลียนคนเหล็กโดยการให้อาร์โนล์ดพูดแต่คำว่า ไอม์แบ๊คๆ อยู่ตลอดจนบรู๊ซ วิลลิซทนไม่ไหว หรือการมาของคำว่า yippy ki yay อะไรต่างๆจำพวกนี้ที่ถูกนำมาเล่นอยู่ตลอดเรื่องทำให้ดูเป็นสีสันที่สนุกสนาน ถึงการล้อเลียนกันเองของดาราดังต่างๆ แต่ผลเสียก็คือทำให้ทีมนักแสดงนำของทั้งเรื่องดูบทบาทน้อยและไม่มีอะไรน่า ติดตามเท่าไหร่

โดยรวมการเล่าเรื่องก็ดำเนินเร็วไปอยู่บ้าง แต่สีสันก็ยังคงมีอยู่บ้าง การติดตามเรื่องไม่น่าสนุกเท่าไหร่เพราะดูไปเรื่อยๆเร็วๆ และการทำฉากแคชั่น หรือการดึงเอาจุดเด่นของตัวละครออกมายังไม่ดีนัก เช่นว่าดารารุ่นเก่าทั้งหลายจะมีคาแรคเตอร์รูปแบบเฉพาะของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ถูกดึงจุดนี้ออกมาเท่าไหร่นัก และฉากไคล์แมกซ์ที่ก็ดูจะเตะต่อยกันแบบงงๆ ตลกๆก็ทำออกมาได้น่าเสียดาย

สุดท้ายนี้ตัวละคร Billy อาจจะเป็นภาพแทนของหนังแอคชั่นสมัยใหม่ที่ตัวละครเป็นแนวทหารมีปมเจ็บปวด ที่ถูกเพิ่มเข้ามาอาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าหนังแอคชั่นรุ่นใหม่นี้มัน ไม่อึดเท่ารุ่นเก่าเท่าไหร่หรอก และรุ่นใหม่นี่ละที่จะต้องดับสูญไปเพื่อให้รุ่นเก่าต้องออกโรง

บทวิจารณ์ When in Rome

When in Rome (Mark Steven Johnson,2010) – 2.5/10

หนังที่เป็นแบบอย่างของความน่าสมเพชของเนื้อเรื่องแบบ แฟนตาซีชวนฝันของสาวๆและเมโลดราม่า ที่ไร้รสนิยมและชวนขื่นขมขนานแท้ เพราะนอกจากจะหยิบเอาเรื่องราวรักๆใคร่ๆ ฉันไม่อยากเป็นโสด หนุ่มหล่อที่แสน

ดี เมืองแสนซวย การดำเนินเรื่องแบบเข้าใจผิดไปมา ชีวิตที่มีการงานงดงาม และสมหวังในทุกสิ่งอย่างในตอนสุดท้าย ถ้าจะนับจากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วดีกรีของหนังเรื่องนี้มีการดำเนินเรื่อง และคุณค่าที่แทบจะไม่มีความแตกต่างจะละครทีวรไทย ที่นำเสนอภาพชวนฝันที่แสนสวยงามเพ้อฝัน ไร้สาระและไม่มีความหนักแน่นมากพอที่จะเชื่อถืออะไรได้เลยหนังนังนำเสนอภาพลักษณ์ของหญิงเก่งที่ตื้นเขินจนน่าหดหู่ โดยตามเนื้อเรื่องแล้วตัวละครเอกเป็นผู้ประกอบอาชีพคิวเรเตอร์ ที่มิติของตัวละครกลับดูตื้นเขินและดูจะห่างไกลกลับคนที่มีความสามารถที่จะ ประกอบอาชีพนี้ได้จริงๆ ซึ่งหนังก็ดูจะเหยาะแหยะที่ตีความแค่ว่า คิวเรเตอร์ = คนดูแลงานศิลปะ = คนที่ต้องใช้ชีวิตกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะ โดยที่ไม่ได้ใส่ใจในแง่มุมหรือมุมมองที่ดูจะเป็นมิติเชิงลึกที่น่าเชื่อถือ พอว่าตัวละครเอกมีความสามารถเหมาะกับอาชีพดังกล่าวจริงๆ เพราะเท่าที่เห็นตัวละครกลับเต็มไปด้วยความกลวงโบ๋ไร้สาระและแก่นสาร และดูจะไม่น่าจะเข้าใจแง่มุมละเอียดอ่อนของอะไรๆในโลกได้เลย แต่กลับเหมาะจะไปทำอาชีพทางด้านการบริหารมากกว่ายังพอจะน่ายกย่องในการเล่าเรื่องของส่วนประกอบต่างๆที่พอจะทำให้หนังดูดี ขึ้นมาได้บ้างเล็กน้อย เพราะถ้าหากองค์ประกอบส่วนอื่นๆที่เหลือยังทำได้ไม่ดีด้วยแล้วหนังเรื่องนี้ ก็แทบไม่มีอะไรดีเหลืออยู่เลย

10 minute “play”

10 minute “play” (พระจันทร์เสี้ยวการละคร,2012) – B+

เป็นโครงการที่ดีและสร้างสรรค์อย่างมาก ตัวโครงการคัดเลือกบทละครที่เป็นบทออริจินัลขึ้นมาแปดบทแล้วนำมาจัดแสดงเป็น การแสดงการอ่านบทละครซึ่งเบื้องหลังของการทำงานชุดนี้ก็มีความสร้างสรรค์และ การต

ีความที่ขยายผลของแก่นสารในการนำเสนอจากบทละครมาสู่การแสดง จึงมีส่วนที่น่าสนใจอยู่มากภายใต้การจัดแสดงของโครงการชุดนี้แต่ถ้าหากกล่าวเลยมาถึงตัวการแสดงของละครสั้นทั้งแปดเรื่องนั้นก็ยังน่าสนใจ ว่า ที่น่าประทับใจจริงๆและมีความโดดเด่นนั้นยังมีจำนวนไม่มากเท่าไหร่นัก แต่โดยความพยายามในการนำเสนอแล้วนับว่ามีความพยายามในการนำเสนอที่ดี ส่วนหนึ่งที่ทำให้บทละครบางเรื่องโดดเด่นก็มาจากความกระชับเหมาะสมของ เนื้อหาสาระที่จะสื่อสารที่สัมพันธ์กับเวลาสิบนาที ซึ่งความเหมาะสมดังกล่าวก็ทำให้รูปแบบการดำเนินเรื่องนั้นไปอย่างค่อยเป็น ค่อยไปและมีรายละเอียดการจัดลำดับเรื่องราวที่ดี ซึ่งในเรื่องราวเหล่านั้นก็จะมีความละมุนละเอียดอ่อนของประเด็นต่างๆที่ตนนำ เสนอเอาไว้แต่ในอีกหลายๆเรื่องก็จะพบว่ามันอาจจะดำเนินไปได้ไม่สุดทาง หรืออาจต้องการเวลามากขึ้นในการจะดำเนินเรื่องราวเนื้อหาให้สามารถสื่อสาร แก่นสารออกมาได้ หรือบางเรื่องก็มีประเด็นที่นำเสนอโฉ่งฉ่างและดูตื้นเขินไปหน่อยเพียงเท่า นั้นโดยรวมแล้วก็นับเป็นประสบการณ์ที่ดีและหลากหลายมากเพราะนอกจากจะเป็นละครที่ ถูกเขียนบทขึ้นมาอย่างออริจินัลแล้ว ยังมีความหลากหลาย ความแตกต่างของแต่ละเรื่องที่ถูกนำมาจัดแสดง และโดยตัวโครงการก็จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ก่อเกิดการพัฒนาการละครในประเทศ ไทย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในการเข้าชม ซึ่งถ้าหากโครงการเช่นนี้สามารถดำรงอยู่ได้ทุกๆปี และมีผู้สนับสนุนที่มากขึ้นเรื่องๆ ก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงซํกอย่างกับการละครไทยก็เป็นได้

Ruby Sparks

Ruby Sparks (Jonathan Dayton/Valerie Faris,2012) – 8/10

หนังที่ลึกซึ่งและละเอียดอ่อนในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงอย่าง มาก และหากจะบอกว่าเรื่องนี้นำเสนอเรื่องด้วยแฟนตาซีของผู้ชายทั้งหลายก็คงจะไม่ ผิดนัก เพราะหนังเริ่มต้นด้วยตัวละครเอ

กที่ เป็นคนซึ่งไร้ปฏิสัมพันธ์ใดๆกับใครทั้งสิ้น ไม่มีแฟนหรือไม่มีแม้กระทั่งเพื่อน และกำลังประสบปัญหาในการเขียนขนาดหนักจนถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์อยู่เป็นประจำ โดยหนังใช้เวลาในการปูตัวละครค่อนข้างดี ชัดเจนทุกข้อมูล ทุกส่วนของชีวิตหนังเริ่มด้วยการปูชีวิตตัวละครให้เห็นว่าเป็นคนแบบไหน กำลังอยู่ในโลกนี้ด้วยความรู้สึกแบบไหน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาฝันเห็นหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจมหาศาลให้กับ เขาในการเขียนหนังสือเล่มใหม่ ซึ่งเมื่อเขาเขียนไปเรื่อยๆ วันหนึ่งผู้หญิงคนนี้ก็โผล่เข้ามาอยู่ในบ้านของเขา ซึ่งหนังก็ดึงดูดคนดูด้วยการวางให้คนดูอยู่ในสถานะเดียวกับตัวละครเอกที่เรา ไม่รู้ว่าผุ้หญิงคนนี้มีตัวตนขึ้นมาจริงๆหรือแค่เป็นความคิดในจินตนาการ ซึ่งหนังก็ฉลาดในการนำพาให้เราไปเจอกับทางเลือกที่จะทำให้พรเอกได้รู้ว่านาง เอกมีตัวตนจริงๆขึ้นมาโดยการให้ไปพบปะกับคนที่ถูกปูเรื่องราวไว้แต่ตอนต้น เรื่องแล้ว ซึ่งก้ชวนให้คนดูรู้สึกก้ำกึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงนี้หนังก็เทิร์นเข้าสู่พาร์ทโรแมนติคที่พระเอกได้พบเจอกับชีวิตใน ฝันของตัวเองซักทีถัดมาที่จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูจะเป็นการกลับไปเยี่ยมแม่ ที่ทำให้เราเห็นชัดขึ้นไปอีกว่าตัวละครอย่าง คาลวิน นั้นไม่ต้องการจะมีสัมพันธ์ตอบโต้กับใครใดๆทั้งสิ้น จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนดูจะมีรอยร้าวเกิดขึ้น จากนั้นพระเอกจึงใช้อำนาจที่มีในการจะเปลี่ยนแปลงรูบี้ให้เป็นอย่างที่เขา ต้องการเปลี่ยนเธอไปเรื่อยๆ ให้เธอเป็นอย่างที่เขาต้องการ ซึ่งจนสุดท้ายไม่ว่ายังไงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ไม่สามารถจะยื้อให้มัน ดำเนินต่อไปได้หนังบอกเล่าเรื่องซ้ำๆ ด้วยเรื่องเล่าซ้ำๆที่ว่า ความรักคือการรักในแบบที่เขาเป็น หรือการที่ตัวละครในนิยายมีชีวิต แต่นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคำพูดที่ว่า รายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตลอดการดำเนินเรื่องนั้นช่างน่ารักอ่อนหวาน และดึงอารมณ์เราอยู่ตลอด จนเราลืมไปเลยว่าทั้งรูปแบบและสาระแบบนี้ถูกนำมาเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกอีกหนึ่งจุดเด่นก็คือการกำหนดเซทติ้งทั้งบทและด้านการออกแบบงานสร้าง การให้ตัวเอกทำงานเป็นนักเขียนสามารถบอกถึงลักษณะจำเพาะของคนที่ไร้ซึ่ง สังคมทำงานคนเดียว และในอีกนัยหนึ่งคือการเขียนเรื่องราวต่างๆตามใจตัวเองออกมาทำให้เราเห็นตัว ละครตัวนี้ชัดเจนขึ้นในแง่ของลักษณะนิสัย และความสัมพันธ์กับคนรอบตัว และการเซทติ้งบ้านของตัวละครเอกที่ดูขาวโพลนแห้งแล้งไร้สีสัน ไร้ชีวิตใดๆก็ดูจะเป็นภาพสะท้อนความเป็นตัวละครตัวนี้ออกมาได้อย่างดี ซึ่งก็เป็นภาพขัดแย้งกับบ้านของแม่ที่มีความชุ่มชื้น มีสีสันและดูจัดจ้านกว่าตัวละครเอก

สุดท้ายหนังค่อนข้างกินอารมณ์ความรู้สึก แต่ยังเหมือนจะไปไม่สุดทางเท่าไหร่ แต่โดยการเล่าเรื่องแล้วลำดับเป็นขั้นเป็นตอนออกมาได้อย่างดีรายละเอียดครบ ถ้วน ซึ่งถึงแม้อาจจะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์มาก แต่ก็สนุกสนานและชวนติดตามอยู่ตลอดเรื่อง

The Brest Fortress

The Brest FortressThe Brest Fortress (Aleksandr Kott,2010) – 7.5/10

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้มีโอกาสได้ชมหนังจากรัสเซีย และไม่บ่อยยิ่งกว่าที่จะได้เห็นมุมมองหรือเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ สองของรัสเซียที่มีต่อเยอรมัน ประหนึ่งว่าเมื่อมีการพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ สองเมื่อไหร่ก็มักจะเป็นเรื่องของอเมริกาและเยอรมันเท่านั้น ซึ่งโดยเรื่องราวตามประวัติศาสตร์นั้นรัสเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในการต้าน ทานเยอรมันเอาไว้อย่างเข้มแข็งไม่แพ้กัน

หนังเล่าเรื่องผ่านเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งจากน้ำเสียงของการเล่าเรื่องทำให้เรารู้ว่าชายคนนี้ได้มีอายุบ่วงเลยจาก เหตุการณ์ดังกล่าวมานานแสนนานแล้วและการเล่าเรื่องดังกล่าวก็เหมือนเป็นการ ระลึกความทรงจำ แต่เมื่อหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆเราก็พบว่ามุมมองของเด็กคนนี้ที่อยู่ใน เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะหนังดูจะจงใจเล่าเรื่องของตัวละครที่หลากหลาย ไม่มีตัวละครนำชัดเจนแต่นำเสนอให้เห็นถึงกลุ่มคนอันเป็นภาพรวมของความเป็น วีรบุรุษในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งจะว่าไปก็มีข้อเสียอยู่บ้างตรงที่เหมือนว่าตัวละครแต่ละตัวจะพอมีปมมี ประเด็นให้เราได้เห็นอกเห็นใจเอาใจช่วยอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ถูกพูดถึงจนเรา รู้สึกตามไปด้วยได้ หนังเล่าถึงตัวละครแต่ละตัวเพียงเผินๆเท่านั้นและยังมีหลากหลายตัวละครทำให้ เมื่อเราดูไปเรื่อยๆแล้วตัวหนังไม่อิมแพคกับความรู้สึกเราเท่าที่ควร แต่กระนั้นถ้าจะมองว่าเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์บันทึกภาพรวมของเหตุการณ์ไม่ ได้เน้นอารมณ์ร่วมอะไรมากมายหนังก็ทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง

อีกประการก็คือตัวนังมีรูปแบบการนำเสนอที่ดูจะไม่ได้ลื่นไหลเท่าไหร่นักมี การลำดับเรื่องราว ลำดับภาพ ลำดับอารมณ์ที่กระโดดไปมาอยู่บ้างทำให้เรารู้สึกว่าตัวหนังนั้นยังไม่น่า ประทับใจเท่าที่ควรดูติดๆขัดๆ ซึ่งถ้าหากนำเสนอได้ลื่นไหลกว่านี้นี่อายยะเป็นหนังสงครามที่สามารถนำเอาไป ทัดเทียมกับฮอลลีวูดได้ไม่ยากเลย

ส่วนที่น่าชมก็คือหนังมีการถ่ายฉากสงครามออกมาได้สวยมาก อาจจะเป็นหนังที่ถ่ายออกมาสวยเป็นอันดับต้นๆเลยทีเดียว ตลอดการดูหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมกับงานทางด้านการออกแบบภาพอยู่ ตลอดเรื่อง เป็นส่วนเด่นที่แข็งแรงมากๆของหนังเลยทีเดียว

Abraham Lincoln

Abraham LincolnAbraham Lincoln: Vampire Hunter (Timur Bekmambetov,2012) – 7/10

ความลำบากใจในการตัดสินคุณค่าของหนังเรื่องนี้คงจะเป็นคำถามที่ว่า เราชอบ ทิเมอร์ เบคแมมเบตอฟ มากขนาดไหน เพราะด้วยความเป็นขาใหญ่ทำหนังเน้นเอฟเฟคตระการตามาอย่างยาวนานแล้ววิชวล ต่าง

ๆก็จัดจ้านสวยงามน่าหลงไหลไม่น้อยเลยทีเดียวสิ่งที่ดูจะเป็นจุดเด็ดมากๆของหนังก็คือการเลือกใช้จังหวะต่างๆในฉากแอคชั่น ที่ว่าจะช้าจะเร็ว จะเหวี่ยงมากเหวี่ยงน้อย ที่เข้ามาสอดผสานกับความอลังการตระการตาด้วยแล้วยิ่งทำให้เราสนุกระทึกได้ อยู่มากโข ยิ่งถ้าหากหลงไหลแนวทางของผู้กำกับมาตั้งแต่หนังเก่าๆยิ่งยากจะถอนตัวจาก ความสนุกทางด้านภาพในแนวทางนี้

แต่ถ้าหากดูให้ลึกลงไปเนื้อเรื่องหรือการดำเนินเรื่องก็ไม่ได้มีความน่าสนใจ หรือโดดเด่นเป็นพิเศษมากนัก เพราะมันก็ดูจะเป็นเพียงแค่การหยิบเอาเรื่องจริงมาผสมกับเรื่องแต่ง ที่ว่าด้วยลินคอล์นไปไล่ฆ่าแวมไพร์ ซึ่งก็ดูจะเป็นเหมือนหนังชีวประวัติซะมากกว่าว่าใครคนนี้โตมายังไงทำอะไร บ้าง ซึ่งยังจะเป็นประวัติเทียมซะอีก ดังนั้นตัวหนังจึงไม่มีคุณค่าใดๆในเชิงลึกใ้เรารู้สึกถึงความผ่องแผ้วในใจ หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบเลย กลายเป็นเพียงแค่หนังสนุกสนานเอามันส์เข้าว่าอยู่ท่าเดียว

การดำเนินเรื่องก็ดูจะมีจุกตลกๆไม่ต่อเนื่องอยู่บ้าง เช่นว่าฉากงานเต้นรำที่ลินคอล์นดูจะพูดจากต่อสำนวนกับแมรี่อย่างคล่องแแคล่ว โดยที่พึ่งจะเจอกันครั้งเดียว หรือการไล่รายละเอียดของความเชื่อมโยงของแวมไพร์กับสงครามกลางเมือง หรือารพบปะเจอะเจอกันของตัวละครแวมไพร์ทั้งหลายที่จะโผล่มาจับคนนั้นคนนี้ไป หน้าตาเฉยมาบีบบังคับเส้นเรื่องให้ตัวละครต้องเจอกันซะอย่างนั้น ซึ่งยิ่งช่วงหลังๆก็ดูจะเป็นช่วงของการให้ข้อเท็จจริงซะส่วนใหญ่เอาเรื่อง แต่งๆไปผสมๆอยู่บ้างโดยขาดรายละเอียดที่เพียงพอทำให้เรื่องก็ดูฉูดฉาดแต่ก็ ไม่น่าสนใจติดตามติดตาแต่ประการใด

กล่าวคือจะเป็นหนังดูสนุกๆเพลินๆก็มีความมันส์อยู่ไม่น้อย แต่ถ้าหากมีความคาดหวังในอะไรมากกว่านั้นคงต้องมองผ่านไป ส่วนถ้าสนใจหลงใหลวิชวลที่จัดจ้านแล้วละก็ก็คงจะเป็นหนึ่งตัวเลือกที่ดีไม่ น้อยเลยทีเดียว

Lucky Trouble

Lucky TroubleLucky Trouble (Levan Gabriadze,2011) – 5/10

สิ่งหนึ่งที่พอจะเห็นมาบ้างจากหนังรัสเซียคือ หนังรัสเซียค่อนข้างมีวิธีการลำดับและดำเนินเรื่องราวค่อนข้างแปลกๆ มีชุดเหตุผล หรือเหตุการณ์ที่ค่อนข้างมีมูลเหตุเฉพาะตัว ซึ่งถ้าหากต้องดูอย่างไม่ทำใจยอมร

ับชุด ข้อมูลดังกล่าวของหนังแล้วละก็การดูหนังเรื่องนั้นๆก็แทบจะไร้ประโยชน์ขึ้น มาในทันที และสิ่งต่างๆก็เกิดกับหนังเรื่องนี้ด้วยเช่นกันหนังเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ไปพบรักกับหญิงสาวโดยบังเอิญและตกลงปลงใจจะ แต่งงานกัน แต่ระหว่างที่จะเดินทางไปงานแต่งงานนั้นเกิดเหตุจับพลัดจับผลูเข้าใจผิดไป เป็นโคชทีมฟุตบอลรุ่นอายุสิบสองปี ที่เก่งมหาเก่ง ในตอนต้นนั้นมีการปูเรื่องให้เห็๋นถึงตัวละครว่าเป็นใครไปมายังไง ตัวไหนสัมพันธ์กับตัวไหนยังไงได้ครบถ้วนแต่ก็รวดเร็วจนเกินไปจนเรารู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเพราะผ่านมาไวและก็ผ่านไปไว เสียเหลือเกิน จนหนังนั้นสร้างความเชื่อให้กับเราไม่ได้ ไม่สามารถชักจูงเราไปในทิศทางที่กำลังจะเล่าเรื่องให้เราฟังได้ นอกจากนี้การดำเนินเรื่องหรือการตัดสินใจของตัวละครก็่ค่อนข้างไม่มีเหตุไม่ มีผล เมื่อเกิดเหตุที่จะต้องทำให้ตัวเองไม่สามารถจะไปงานแต่งงานได้ทำไมถึงไม่บอก ความจริง หรือไม่พยายามหาทางออกให้ตัวเองพ้นจากสภาวะความเข้าใจผิดนั้นๆ ซึ่งการเข้าใจผิดและการไปไม่ทันตามนัดก็ดูเหมือนจะเป็นการจงใจที่ผู้สร้าง เล่นกับคนดูว่าจะได้ไปแล้วแต่ทีมดันเก่งมากชนะจนยังไงก็ไปไม่ได้ซักที ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเชื่อและอินใดๆกับมันเลย การดำเนินเรื่องก็ดูซ้ำๆไม่มีความน่าสนใจซักเท่าไหร่นักสิ่งที่พอจะเอาหนังให้ไปได้เรื่อยๆก็คือความตลก อารมณ์ขันแบบน่ารักๆที่มีอยู่ในเรื่อง ที่มีเข้ามาอยู่เรื่อยๆจนเราพอจะมีแหล่งอะไรซักอย่างให้สนุกไปกับมันได้บ้าง แต่กระนั้นหนังก็ยังเป็นความตลกในรูปแบบเดิมๆไม่ได้มีความสดใหม่น่าสนใจอะไร ขนาดนั้น เพราะก็เล่นอยู่กับการเข้าใจผิด ความไม่คาดฝันอยู่ตลอดเรื่อง ซึ่งถ้าขาดส่วนนี้ไปตัวหนังก็แทบจะหมดความสนุกสนานและสิ่งดึงดูดการรับชไปจน หมดสิ้น

Contraband

ContrabandContraband (Baltasar Kormákur,2012) – 7/10

หนังที่มาแนวโจรกรรมทั้งหลายที่ถูกทำขึ้นในยุคนี้มักจะไม่ค่อยน่าสนใจเท่า ไหร่แล้ว เพราะมุกเก่าๆเดิมๆของการสร้างจังหวะตื่นเต้นนั้นก็จะเหมือนเดิมๆอยู่ตลอด ซึ่งดันกลายเป็นว่าถ้าจะทำหนังแนวนี้ให้สนุกต้อง

มีหักมุม ซึ่งคนดูก็ดูจนรู้แล้วว่าจะหักมุมความหักมุมก็เลยไม่น่าสนุกเท่าไหร่นักกับหนังเรื่องนี้ก็เช่นกันที่ว่ากันถึงเรื่องการพยายามลักลอบขนของเถื่อน เข้าประเทศ ซึ่งก็ต้องคอยล่อหลอกไม่ให้ถูกตรวจจับได้ว่าขนอะไรเข้ามาและมันอยู่ที่ไหน หนังดูจะมีองค์ประกอบที่น่าสนใจหน่อยตรงที่มีการนำเสนอเรื่องราวของอาชญกรรม ความรุนแรงของธุรกิจผิดกฏหมาย ซึ่งเมื่อนำมาผสมกับหนังโจรกรรมก็ทำให้ดูออกมาไม่ถึงขั้นน่าเบื่อไปซะที เดียวหนังมีจังหวะล่อหลอกหลายครั้งมีทั้งที่น่าตื่นเต้นตามไปด้วยและก็มีทั้งที่ ไม่น่าตื่นเต้นตามไปด้วย เพราะก็เหมือนว่าเราจะแอบรู้ตอนต่อไปอยู่บ้างแล้วเล็กน้อย การดำเนินเรื่องบางส่วนก็เร็วจนเกินไปเช่นจังหวะที่ไปปล้นภาพเขียนจนทำให้ดู เหมือนเหตุการณ์ถูกยัดใส่ๆเข้ามาให้เรื่องมันเกิด อีกจุดที่น่าสนใจก็คือว่าหนังมีการเผยให้เห็นถึงองค์ประกอบต่างๆที่ราย ล้อมอยู่ในเรื่อง ซึ่งเมื่อถึงจังหวะหักมุมหนังก็หักมุมตามที่คาดไว้และมันก็ไม่ยากเกินไปที่ จะเดาว่าอะไรไปอยู่ตรงไหน เพราะก็คงมีไม่กี่อย่างที่มันจะไปอยู่ได้ ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่ปัญหาของหนังเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวแต่เป็นปัญหาของ หนังโจรกรรมทุกเรื่องการดำเนินเรื่องนั้นดูจะน่าผิดหวังเล็กน้อยเมื่อคลี่คลายโดยให้ตัวเอกสมหวัง ชีวิตผาสุข ได้เงินทองมากมายมีแต่ได้กับได้ ในขณะที่ตัวละครอื่นๆนั้นต้องรับโทษรับผลผิดไปตามๆกัน ทั้งๆที่หนังเรื่องนี้กำลังนำเสนอวงจรของธุรกิจผิดกฏหมาย ที่เป็นแรงดีดกันไปมาแต่กลับมาจบแบบชีวิตสุขสันต์ทุกอย่างสดใส ดูจะไม่สอดรับกับตัวหนังที่ถูกนำเสนอมาตั้งแต่แรกเท่าไหร่นัก