November, 2012

now browsing by month

 

วิจารณ์หนัง Le Havre

Le Havre (Aki Kaurismäki,2011) – 9/10

ความมหัศจรรย์ของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่ความเรียบง่าย เฉยๆ แต่กลับชวนติดตามและสนุกสนานอย่างบอกไม่ถูก หนังเล่าเรื่องของชายขัดรองเท้าคนหนึ่งที่บังเอิญมาเจอกับเด็กอพยพ แล้วจำต้องช่วยเหลือดูแลเด็กคนนี้ไม่ให

้ตำรวจมาจับไป โดยในระหว่างนั้นเมียของเขาเองก็ป่วยหนักโดยตัวหนังแล้วมีความเป็นมนุษยนิยมอยู่สูงมาก เพราะหนังเชื่อมั่นในคุณค่าความดีงามของมนุษย์อย่างสูงโดยไม่มีกรอบใดๆมา ตัดสินเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้หนังยังมุ่งมั่นทำให้เราเห็นว่ามนุษยืนั้นสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่ง เพราะหนังนั้นเล่าเรื่องเรียบง่าย ไม่ได้เน้นความดรามาติคใดๆ แต่กลับให้เห็นถึงการช่วยเหลือกันของมนุาย์ทั้งสองคน ซึ่งช่วยเหลือโดยเต็มใจและเต็มที่ ซึ่งนอกจากในฉากท้ายของเรื่องที่เด็กถุกตำรวจหาเจอหนังก็ยังให้แง่มุมอัน เปี่ยมไปด้วยความดีงามของมนุษย์ตรงที่เขาเลือกจะปล่อยเด็กไป หรือแม้ในตอนท้ายเมียของเขาที่ป่วยหนักโอกาสรอดน้อยก็กลับมาหายดี แล้วเขาก็ใช้ชีวิตปกติสุขตามเดิมต่อไป

โดยตัวหนังนั้นเรียบง่ายมาก ไม่มีการพยายามกระตุ้นอารมณ์คนดูแต่อย่างไร หนังเล่าด้วยท่าทีนิ่งเฉย แต่ภาพนั้นมีการออกแบบมาอย่างดีหนังเต้มไปด้วยสีสันแต่ก็ขับเน้นความรุ้สึก เหงาออกมาได้ โดยตัวผู้สร้างเองเคยเผยว่าตนเองนั้นมักจะได้แรงบันดาลใจจากภาพเขียนของ ฮอปเปอร์ที่สะท้อนแง่มุมความเปลี่ยวเหงาในสังคมเมืองออกมา ซึ่งหนังก้สามารถสื่อสารอารมณ์นั้นออกมาได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้หนังยังให้ความรู้สึกเหมือนหนังยุคเก่าเล็กน้อยทั้งด้วยสี การวางเฟรมภาพ หรือองค์ประกอบต่างๆทางด้านภาพ

ถึงแม้หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องะรรมดาๆ คลี่คลายง่ายๆ แต่ความสนุกของหนังอากินั้นกลับแฝงอยู่อย่างลึกซึ้ง และชวนติดตามจนเราเองยังประหลาดใจ

Step Up Revolution

หนังเรื่อง Step up นั้นแรกเริ่มมันช่างมีสเน่ห์ สนุกสนานและเคลิบเคลิ้มไม่เบา จนจุดเปลี่ยนของหนังเรื่องนี้มาอยู่ที่ภาคสองที่เกิดการทำให้ตัวหนังมีความ เป็นสตรีทแดนซ์มากขึ้น ซึ่งถึงแม้ตัวหนังในภาคส

องนั้น จะยังมีจุดบกพร่อง ช่องโหว่มากมายแต่ก็ไม่อาจจะคัดค้านได้ว่าตัวหนังนั้นสร้างตัวละครที่มี สเน่ห์ให้เราได้ติดตามกันอีกหน ในปัจจุบันตอนนี้หนังได้ดำเนินมาถึงภาคสี่แล้ว หนังเอาบางอย่างที่ภาคต้นไม่มีโดยที่ลืมหยิบสิ่งดีๆของภาคต้นมาด้วย

หนังเหมือนจะมีเรื่องน่าสนใจตรงที่ว่าหนังพูดถึงการต่อสู้ การเปล่งเสียงของคนตัวเล็กๆ แต่พอหนังนำเสนอไปเรื่อยสาระ ตรรกะดังกล่าวก็ช่างดูบางเบาเหลือเกิน เพราะเราก็ไม่ค่อยจะเห็นอะไรเท่าไหร่นอกจากการไปเต้นๆแล้วคนก็ฮือฮาจากนั้น โลกก็สวยงาม ทุกคนสมหวัง และสิ่งที่เลวร้ายคือหนังกำลังเล่าผ่านมุมมองที่คับแคบของโลกทุนนิยม กล่าวคือหนังไม่ได้พูดให้เห็นถึงว่าผลพวงของทุนนิยมมันทำอะไรเราแล้วการ ต่อสู้ของเรานั้นมีเพื่ออะไร แล้วมันสำคัญอย่างไร แต่กลับกลายเป็นว่า พวกฉันจะถูกไล่ที่ ฉันไม่ยอมหรอก ฉันต้องการอยู่บ้านฉัน ชะนั้นจงออกไปซะพวกนายทุน ซึ่งกลายเป็นว่าเหมือนเป็นขี้แพ้ชวนตี โดยความร้ายกาจให้เหล่านายทุนทั้งๆที่พวกเขาเหล่านั้นกทำธุรกิจตามระบอบทุน นิยมก็เท่านั้น ซึ่งถ้าจะพูดให้ถูก ถ้าการกระทำแบบนี้มันเลวร้ายเราก็ควรจะพูดถึงในเรื่องของโครงสร้างไม่ใช่ตี โพยตีพายไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วตราหน้าว่าเขาเป็นผู้ชั่วร้าย

และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ตัวละครหญิงต้องสอบเข้า ต้องเข้ากลุ่ม ต้องอะไรซักอย่างตามความฝัน และก็เป็นอีกครั้งที่จะต้องมีฉากพระเอกนางเอกมาซ้อมกันสองคน และก็เป็นอีกครั้งที่ต้องแยกออกจากกัน และก็เป็นอีกครั้งที่ทุกอย่างกลับมาจบแบบแฮปปี้โดยที่ไม่มีความหนักแน่นอะไร เลย แล้วยิ่งเช่นนั้นแล้วเรื่องก็ดันมาถูกเล่าผ่านตัวละครที่ไม่มีสีสัน ไม่มีชีวิต เราไม่ได้เห็นแง่มุมของตัวละครหรือมุมที่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย ในหนึ่งวันก็เอาแต่เดินไปเต้นๆ ถ่ายคลิปหมกมุ่นกับยอดวิว ปากก็กล่าวอ้างการพูดของคนตัวเล็กๆแต่การกระทำกลับไม่มีอะไรเลย

หนังยังไม่สมเหตุสมผลกับการกระทำหรือความคิดของตัวละคร ที่ชัดน่าจะเป็นฉากที่นางเอกไปออดิชั่นไม่ติดแล้วพระเอกก็มาคุยด้วยโดยก่อน หน้านางเอกโกรธเพราะคิดว่าพระเอกเอาตนเองมาเป็นเครื่องมือต่อต้านพ่อของตัว เอง แต่พอมาฉากนี้กลับมาปลุกใจว่าเมืองกำลังจะถูกทำลายให้สู้สิ แล้วตกลงเธอโกรธเขาหรือเปล่า หรือตกลงเธอจะเอาอย่างไรกันแน่

สุดท้ายแล้วหนังไม่เหลือสเน่ห์อะไรเลย กลับเอาแต่ฉากเต้นมาโชว์ๆ ซึ่งก็ดันเอาฉากเต้นไปผูกกับเรื่องได้ไม่แข้งซะอีก นอกจากนี้ก็ยังเอาดาราดังภาคเก่ามาออกแว่บๆขายกันอย่างทนโท่ ซึ่งถ้าหากหนังเรื่องนี้ยังดึงดันที่จะทำภาคต่อต่อไปเห็นทีว่าก็คงงไม่สำคัญ เท่าไหร่ดูแค่สองภาคแรกก็พอแล้ว

The Last of the Mohicans

หนังที่ว่าด้วยฝรั่งผิวขาวกับชนพื้นเมืองอีกแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็มาในมุมที่ยังคงเชิดชูคนผิวขาวอยู่เช่นการให้พระเอกเป็นชน พื้นเมืองนะ แต่ดันเป็นคนขาวที่ถูกชนพื้นเมืองเอาไปเลี้ยง ซึ่งในตรงจุด

นี้ ไม่ได้มีแง่มุมอะไรที่จำเป็นจะต้องให้พระเอกเป็นคนที่อยู่ครึ่งๆกลางๆแบบนี้ นอกจากเป็นการสร้างหนังภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นกลางแต่ก็กลับทำให้คนผิวขาว เป็นวีรบุรุษอยู่ดี เพราะผู้เขียนคงจะรู้สึกแปลกแปร่งถ้าหากว่าจะต้องให้นางเอกมารักกับชนพื้น เมืองอย่างเต็มรูปแบบ

หนังมีความซับซ้อนที่เกี่ยวพันกับแง่มุมทางประวัติศาสตร์อยู่บ้างในแง่ที่ ว่ายุคนีี้เป็นยุคไหน ใครรบพุ่งกับใคร ดินแดนนี้คือที่ไหน ใครเป็นอาณานิคมใคร ใครขัดแย้งใครอยู่มาก แต่หนังก็โชว์เหนือโดยการไม่บอกเล่าเรื่องราวจำเพาะในเรื่องให้คนดูเข้าใจ ได้เลยประหนึ่งว่าทุกคนบนโลกนี้ต้องรู้จักประวัติศาสตร์ชุดนี้ ซึ่งเป็นไปได้ยากโดยเฉพาะประเทศอย่างเราๆที่ก็ถูกกล่อมเกลามาด้วยประวัติ ศาสตร์ฝั่งชาติบ้านตนซะส่วนใหญ่ หนังทั้งเรื่องเลยดำเนินไปแบบไม่รู้สี่รู้แปดอะไร งงงวยไปหมดว่าใครเป็นใครทะเลาะอะไรกัน ทำให้ความตึงเครียดของเหตุการณ์ต่างๆในเรื่องมันลดลงเพราะเราไม่รู้ความขัด แย้งอะไรเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้หนังยังมีความเป็นซ้ำซาก น้ำเน่าจ๋าแฝงอยู่บ้างเช่นว่า พระเอกโผล่มาช่วยนางเอกนะ แรกเริ่มก็คุยกันแบบไม่เข้าใจกันนะ สุดท้ายก็รักกันนะ แล้วต้องมีอะไรมาพลัดพรากแต่ฉันก็จะสู้เพื่อเธอนะ สุดท้ายคนรอบข้างตายอื้อซ่าแต่เรายังมีกันและกันนะและก็จบบริบูรณ์ ซึ่งส่วนที่ซ้ำเติมความเฉยๆของการดูที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องราวความรักของ สองพระนางที่มันไปรักอะไรกันตอนไหนก็ไม่รู้ จู่ๆก็รักกันเกื้อกูลกันซะเฉยๆ การตายของผู้คนต่างๆในเรื่องก็ไร้น้ำหนักมากเพราะแม้กระทั่งตัวละครเองยังทำ ตัวเฉยๆเรื่องผ่านไปอย่างว่องไวจนความตายของพ่อ ของลูกชาย ของน้องสาว ของน้องชายนั้นเป็นแค่องค์ประกอบเล็กจิ๋วที่ทำให้ตัวละครกลายเป็นคนใจแข็งซะ เหลือเกินสนใจแต่คนรักของตัวเองเท่านั้น ที่น่าสนใจก็คือหนังไม่เคยบอกเลยว่าทำไมครอบครอวของพระเอกถึงต้องกระเตงๆ เสี่ยงตายไปช่วยคนนั้นคนนี้อยู่ตลอดทั้งเรื่อง หรือจริงๆแล้วเหตุผลมันมีอยู่แต่เราไม่รู้เรื่องราวเหตุการณ์ในช่วงนี้เอง แล้วหนังก็ไม่ยอมบอกเราอีกก็ไม่รู้

สุดท้ายแล้วหนังค่อนข้างยาวมากและค่อนข้างไม่ดึงดูดความสนใจเท่าไหร่เลย เนื้อหาก็ไม่ได้มีอะไรกินใจเลย จะมีฉากที่พอจะเพลิดเพลินคือฉากยิงกันไปมาของการต่อสู้ที่เป็นฉากหลังของ เรื่องเท่านั้นเอง

The art

The film is a narrative form. A typical indie film. Unfortunately, this technique indie hit, it can not be less favorable coverage. Flaw of this film is how much can the formatting on that.
I returned it to reduce the harm I do not like the movie opens up with a very interesting perspective of the protagonist on the world. The open character of this team. Clear and very strong. But as the story progresses, we find it interesting that it was missing. And in the end we will remember the bad things we see now is just the beginning of the season. I do not really even have a body. Because of the violence, the film began pushing it toward that content with. Love people who are out of sight. In this film came out almost a romantic indie movie. Concentration until it disappeared in the blink of an eye, Bang Bao. And when it progresses, it leads to a conflict that ended in a strange. I was delighted and surprised at the level of the narrative, we do not see that because I think this character. This is what I would do with the character of the man and the woman. I rather lead us to track it without a clear and detailed enough aspects. That will allow us to understand just how much the characters really. What follows is a summary of what was ecstatic that I catch up with the ideas and. Decisions of the characters well. The film tells the story did not do much to convey the story.

Form the narrative of the film seems to be the indie film to the camera, hands-like Head Hill. Shake a little. But did not elaborate on its content and not enough to do it in the form it was. Immediately became annoying. I would also like to mention the issue of the lonely. The problem is that we live in the world. But it looks like that the dimensionless shallow and are not intended to reflect the Creator. Seen by a lot more than that.

Unfortunately, the film is a story with you. If I, if I be able to bring the characters to events or issues. What is stronger than it would have been better.

หนังน่าดู

หนังที่ดูจะออกแนวผจญภัยนิดๆ สิ่งลี้ลับหน่อยๆ ผิวเผินดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ในเวอร์ชั่นผู้หญิง ของประเทศฝรั่งเศษ ที่แรกเริ่มก็ดูเหมือนจะพอมีเนื้อหาสาระและความสนุกอยู่บ้าง แต่ไปๆมาๆก็กลับน่าผิดหวังเป็นอย่างสูง

หนังเปิดเรื่องด้วยวิธีการเชื่อมโยงตัวละครต่างๆเข้ามาหากันอย่างจัดจ้าน ประหนึ่งเหมือนว่าเป็นหนังของกาย ริชชี่ ที่พอดูไปซักพักจะเห็นถึงความไม่เชื่อมโยงกันของตัวละครต่างๆ จริงอย

ู่ที่ เส้นเรื่องทั้งหมดของเรื่องของแต่ละตัวละครจะมีความคาบเกี่ยวเกี่ยวพันกัน อยู่บ้าง แต่ในความคาบเกี่ยวนั้นๆมันแทบจะไม่คาบเกี่ยวกันเลย ตัวละครไม่มีความสัมพันธ์ใดๆต่อกันและไม่ได้ส่งผลต่อกันและกันแต่อย่างใด ลีลาในตอนต้นที่หนังหยิบยกมาใช้จึงดูฉูดฉาดเกินตัวไปพอสมควร ซึ่งดูจะเหมือนเป็นเค้าลางเบาๆว่าหนังเรื่องนี้ความเกี่ยวแน่นของเนื้อ เรื่องมันจะบอบบางถึงเพียงใดเมื่อเรื่องเปิดตัวละครเอกของเรื่อง ก็อยู่ในการเปิดตัวละครที่ช้ามาก และเมื่อเราดูไปซักพักก็จะพบว่าเส้นเรื่องของตัวละครหลักนั้นไม่ได้ไปเกี่ยว อะไรกับเส้นเรื่องที่หนังปูมาก่อนกน้าเลย เมื่อเรื่องดำเนินไปลึกขึ้นเรื่อยๆเราก็เห็นความแยกส่วนของเนื้อหาชัดขึ้นๆ จนหนังเรื่องนี้ดูจะกลายมาเป็นการผสมผสานองค์ประกอบต่างๆจนดูเละเทะไปหมดขาด การจัดระเบียบ หรือเรียบเรียงเรื่องราวให้ดี นอกจากนี้ความเข้มข้นของเรื่องก็กลายเป็นอยู่ในระดับต่ำตมเพราะมันเละเทะไป หมด หนังพอจะดูเพลินๆได้บ้างด้วยสีสันของนักแสดงและมุกตลกแห้งๆของหนังก็ไม่ถึง ขั้นเลวร้ายมากนัก แต่ถ้าคาดหวังความสนุกเข้มข้นมากกว่านั้นเรื่องนี้จัดได้ว่านำพาไปสู่จุดที่ ล้มเหลวอย่างแท้จริง

เดอะ อาร์ต ออฟ เก็ตติ้ง

หนังเรื่องนี้ค่อนข้างมาแนวฟอร์มการเล่าเรื่อง แบบหนังอินดี้ทั่วๆไป แต่น่าเสียดายว่าเทคนิคอินดี้ยอดฮิตนั้นมันไม่สามารถมาเกื้อกูลหักลบปกปิด ข้อบกพร่องของหนังเรื่องนี้ได้เท่าไหร่นัก ซึ่งฟอรมนั้น

ๆก็กลับมาทำร้ายหนังให้มันลดความน่าสนใจลงซะอีกหนังเปิดเรื่องขึ้นมาอย่างน่าสนใจด้วยทัศนคติของตัวละครเอกที่มีต่อโลกใบนี้ การเปิดตัวละครแบบนี้ทั้งกระชับ ชัดเจนและรุนแรงอย่างมาก แต่พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆเราก็จะพบว่าความน่าสนใจนั้นมันหายไป และในทางเลวร้ายที่สุดเราจะนึกถึงขั้นสิ่งที่เราเห็นตอนต้นเป็นแค่การปรุง แต่งที่ไม่ได้มาจากเนื้อหาจริงๆด้วยซ้ำไป เพราะความรุนแรงที่หนังเริ่มนั้นมันดันนำพาเราไปสู่เนื้อหาที่ว่าด้วยความ รักของคนที่อยู่นอกสายตา ในส่วนนี้หนังทำออกมาจนแทบจะกลายเป็นหนังรักโรแมนติคอินดี้ จนความเข้มข้นนั้นมันบาวเบาหายไปในพริบตา และเมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆมันก็นำพาไปสู่จุดขัดแย้งประหลาดๆที่ลงเอยแบบ สุขสันต์ชื่นมื่นอย่างประหลาดๆในระดับหนึ่งของการเล่าเรื่องเราไม่เห็นว่าตัวละครตัวนี้คิดอะไรเพราะอะไร เป็นแบบนี้แล้วยังไง เพราะอะไร จะทำอะไรต่อ ทั้งตัวละครนำฝ่ายชายและฝ่ายหญิง หนังค่อนข้างนำพาเราไปติดตามเรื่อยๆโดยไม่ได้มีแง่มุมที่ชัดเจนและละเอียดพอ ที่จะให้เราได้เข้าใจตัวละครจริงๆจังๆเท่าไหร่นัก สิ่งที่ตามมาคือบทสรุปสุขสันต์ที่ชวนเหวอว่าเกิดอะไรขึ้นกับความคิดและการ ตัดสินใจของตัวละครกันแน่ ทำให้หนังเล่าเรื่องได้ไม่สุดเท่าไหร่ในการนำเสนอการดำเนินเรื่อง

ฟอร์มการเล่าเรื่องของหนังก็ดูจะมาแนวหนังอินดี้ทั่วๆไปคือกล้องแฮนด์เฮลด์ สั่นไหวเล็กๆน้อยๆ แต่เมื่อเนื้อหาของมันไม่ละเอียดและไม่น่าสนใจแล้วพอมาอยู่ในฟอร์มนี้มันก็ กลับกลายเป็นน่ารำคาญไปในทันที หนังยังเหมือนจะพูดถึงประเด็นของความอ้างว้างโดดเดี่ยว ปัญหาชีวิตในช่วงที่เราเป็นวัยรุ่น แต่มันก็ดูตื้นเขินและไร้มิติจนดูเหมือนว่าผู้สร้างคงไม่ได้ตั้งใจจะสะท้อน อะไรมากมายกว่าที่เห็นอยู่ตามนั้น

ซึ่งน่าเสียดายที่หนังเปิดตัวเรื่องได้อย่างสุดยอดมากๆ หากแต่ว่าถ้าหนังจะสามารถให้ตัวละครนำพาเรื่องไปสู่เหตุการณ์หรือประเด็น อะไรที่แข็งแรงกว่านี้ได้ก็คงจะดี

Balcony

Theater as a reflection of society through a series of presentations in my search on. In the beginning, we would not know right away that this is a play on the story of my search progresses, and as I was searching the chase sequence to start.
The point is that if you did not catch. Or did not understand the character before I could search for it on the same abyss unambiguously described the character of a brothel where everyone has a role. With a script by itself whether it wants to be someone else in this world. The theater also presents a graphic representation of each character to the laundry room. Then he broke into the conflict of the story in the Revolt of the power struggle between. At this point, we see a reflection of the society is. Conflict with the symbol. Such that if these elites do not regent or authority would not be able to maintain and preserve the victory for the state and its elites. And the people did as well I have created a strong public tender for stirring up the people to rise up. By the end, it is only these individuals. Who was appointed to. Not anything super extravagant than the common man since birth. Which may be seen as a form of status symbol or as we see it today in a lot of nonsense and do not exist at all. And, as the author may have intended to use a character instead of a regime that is both absurd. Noble or aristocratic ruling class makes the assumption that the representation of religion. General representation of the strength of the opposition forces visual representation of the power of judges and magistrates. Regulatory system. The generator came up with the substantive issues and not to take a hint.

In another part of the human drama, it’s the crud that. Humans always wanted to be somebody. Requirements for acceptance and power always. The obvious is to give each character to play as I would like to respond to the negative side of the dirt itself. The issue is linked to the first, then it was taken to be associated with the sensuality and passion. The images show the human side of the bad passions of humanity. We will not let anyone to see us cover in the state. But deep in my heart we had to seek acceptance and power always does not leave even an ordinary person who wants to be someone to meet the requirements of this section. Or even those who held power in the state, but I would like to acknowledge the self-esteem than the other is up to. As can be seen from the highest point ผb.tr. character he wants, he has become a model for others who want to be a dream. Even if they agree to have died away.

Play such a critical regime symbols. Social status and negative aspects of the human mind, since that is clearly a need to have that status symbol among the people here. To the quest for power and recognition that all humans, we first of all is that I created it in ignorance and passion, it is to be resurfaced. A cycle shop in the backyard of the human society. Our passion is not glued to withdraw it.

Presenting a bold presentation at the end is that it highlights the ridiculous and the quintessence of humanity as well. The whole process is so strong that it is less stressful and emotional at the end, we feel the absurdity of the human unconscious is not that we do not care what any of it. material. Or elevate the mind of any of us, but we also have a goal of some of life’s potential, but we would not disclose it because we feel that it is embarrassing and worse than you. will speak out. But we shall see that we really do not care. I did not do anything except what we ourselves want it now.

หนัง balcony

ละครที่เป็นภาพสะท้อนสังคมผ่านการนำเสนอในรูปแบบของละครประเภทแอบเสิร์ด ที่ในตอนแรกเราจะยังไม่รู้ได้ในทันทีว่านี่คือละครแอบเสิร์ดจนกระทั่งเรื่องราวสดำเนินไปเรื่อยๆและความเป็นแอบเสิร์ดก็ไล่ลำดับขึ้นไปเรื

่อยๆ ที่ถ้าหากตั้งตัวไม่ทัน หรือไม่เคยทำความเข้าใจละครแอบเสิร์ดมาก่อนอาจจะเหวอกินไปตามๆกันอย่างไม่น่าสงสัยละครเล่าถึงซ่องแห่งหนึ่งที่ทุกคนจะมีบทบาท มีสคริปต์ตามแบบที่ตัวเองต้องการได้ไม่ว่าจะอยากเป็นใครในโลกนี้ก็ตาม ซึ่งละครก็นำเสนอภาพแทนของแต่ละตัวละครไปซักพัก จากนั้นก็หักเข้าสู่จุดที่เกิดความขัดแย้งของเรื่องในเรื่องของการปฎิวัติการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน ในจุดนี้เราจะเห็นถึงภาพสะท้อนสังคมที่เป็นยุคของการ ต่อสู้กันด้วยสัญลักษณ์ เช่นที่ว่าถ้าหากเหล่าชนชั้นสูงไม่มีราชินีหรือผู้มีอำนาจต่างๆก็คงจะไม่สามารถดำรงคงอยู่ซึ่งสถานะและชัยชนะของชนชั้นของตนได้ เช่นกันฝ่ายประชาชนเองก็จำต้องสร้างสัญลักษณ์ของประชาชนที่แข็งแกร่งอ่อนโยนเพื่อปลุกใจให้คนลุกขึ้นสู้ขึ้นมา ซึ่งโดยท้ายที่สุดแล้วเหล่าบุคคลเหล่านี้ก็เป็นเพียง คนที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมา ไม่ได้มีสิ่งใดวิเศษเลิศหรูกว่ามนุษย์สามัญทั่วไปมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งอาจจะทำให้เห็นว่ารูปแบบของสัญลักษณ์หรือสถานะที่เราพบเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ช่างเป็นเรื่องไร้สาระและไม่มีอยู่จริงเลยแม้แต่น้อย และเหมือนผู้ประพันธ์อาจจะมีความจงใจในการใช้ตัวละครขึ้นมาเป็นภาพแทนของระบอบที่เหลวไหลซึ่งมีทั้ง ราชินีหรือชนชั้นสูง สมมติเทพ ชนชั้นปกครอง พระที่เป็นภาพแทนของศาสนา นายพลภาพแทนของความแข็งแกร่งกองกำลัง การต่อสู้ และผู้พิพากษาภาพแทนของอำนาจแห่งตุลาการ ระบบระเบียบต่างๆ ที่กำเนิดขึ้นมาด้วยความไร้แก่นสารสาระและไม่น่ายึดถือเลยแม้แต่น้อย

ในอีกส่วนหนึ่งละครก็พูดถึงความโสมมของมนุษย์ที่ว่า มนุษย์มักอยากจะเป็นใครซักคน ต้องการการยอมรับและอำนาจอยู่เสมอๆ และที่เห็นชัดคือการให้ตัวละครแต่ละตัวต้องอยากสวมบทบาทเป็นซักอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการด้านลบสกปรกของตัวเอง ซึ่งในประเด็นดังกล่าวถูกเชื่อมโยงให้เห็นก่อนอยู่แล้วว่าถูกจับนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องของราคะและกิเลส ที่เป็นภาพด้านลบของมนุษย์ที่แสดงถึงความเลวร้ายในกิเลสตัณหาของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเราจะปกปิดไม่ให้ใครต้องพบเห็นเราในสภาวะในสภาพนั้นๆ แต่ในใจส่วนลึกแล้วเราเองก็ยังแสวงหาการยอมรับและอำนาจอยู่เสมอไม่เว้นแม้กระทั่งคนธรรมดาที่อยากจะเป็นใครซักคนเพื่อตอบสนองความต้องการในส่วนนี้ หรือแม้กระทั่งคนที่ดำรงสถานะที่มีอำนาจอยู่แล้วแต่ก็ต้องการการยอมรับการเทิดทูนมากกว่าที่ตนเองได้รับอยู่ขึ้นไปอีก ดังจะเห็นได้จากตัวละคร ผบ.ตร. ที่ในจุดสูงสุดเขาก็ต้องการให้เขาได้กลายเป็นภาพจำลองให้ใครๆฝันหาอยากเป็น ซึ่งถึงแม้จะต้องตายจากไปก็ยินยอม

ละครเรื่องดังกล่าวสามารถวิพากษ์ระบอบสัญลักษณ์ สถานะทางสังคมและจิตใจด้านลบของมนุษย์ได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ว่าทำไมคนถึงต้องมีสถานะ นั่นนี่ บุคคลทางสัญลักษณ์นั่นนี่ ไปจนถึงความแสวงหาอำนาจและการยอมรับที่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆเองนี่แหละสร้างมันขึ้นมาและหลงใหลงมงายในมันเป็นวังวนไปมา กลายเป็นวัฎจักรอันแสนโสมมในระบบสังคมของมนุษย์ ที่เราหลงใหลจมปลักจนไม่อาจจะถอนตัวออกมาได้

การนำเสนอค่อนข้างจัดจ้านในตอนท้ายเป็นการนำเสนอที่ช่วยขับเน้นความไร้สาระและแก่นสารของความเป็นมนุษย์ได้อย่างชัดเจน โดยการที่ทั้งเรื่องดำเนินมาอย่างตึงเครียดและหนักแน่นนั้นมาถูกหักอารมณ์ความรู้สึกในตอนท้ายทำให้เรารู้สึกได้ถึงความเหลวไหลไร้สติของมนุษย์ที่เป็นอยู่ว่าเราไม่ได้แคร์ไม่ได้สนใจอะไรใดๆที่เป็นสาระ หรือยกระดับความคิดจิตใจใดๆของเราหากแต่เราเองยังมีจุดหมายบางอย่างในชีวิตเราที่ซ่อนเร้นอยู่แต่เราเองก็ไม่กล้าเปิดเผยมันออกมาเพราะเรารู้สึกว่ามันน่าอับอายและเลวร้ายเกินกว่าที่จะพูดออกมา แต่สุดท้ายเราก็จะได้เห็นว่าจริงๆแล้วเราก็ไม่ได้แคร์อะไร ไม่ได้สนใจอะไรจริงจังนอกจากสิ่งที่ตัวเราเองต้องการก็เท่านั้น

pop culture

We pick up another listener suggestion by jumping off of this TED talk by Lemn Sissay, in which the poet and playwright talks (among other things) about fiction‘s total fascination with children separated from their parents, from Harry Potter to Luke Skywalker to Lisbeth Salander to Superman. We speculate about why, even beyond the well-known Disney movies with missing parents, fiction is so fascinated by kids growing up without their parents or the parents they had at birth. (Please note: this is about kids without parents or people they call parents, not kids who are adopted, who obviously do have parents and are not in this discussion. I am always fearful that my choice of words will somehow appear to get that wrong.) We talk about how living without your parents reflects mythology — both ancient and less ancient — and how it changes the focus of a narrative.

As you may recall, last week’s storm (big hugs to those of you still dealing with that mess) left us without a show, but we have returned this week with a fully stuffed episode in which we spend a little time on what we meant talk about last week: Cloud Atlas, which Stephen and I in particular did not want to have seen at almost 10:00 at night for nothing. (Believe it or not, Stephen is still obsessed with this Les Miserables featurette, which he is convinced is seven minutes long despite the fact that it is not seven minutes long. I am seriously considering some sort of urchin-themed Rickrolling project in which people would send Stephen what purported to be links to new Sera Cahoone music but actually went straight to that featurette, or particularly to the “WHAT HAVE I DONE?” part, which is his favorite.)

And finally, we talk about what’s making us happy this week. Glen is playing the heck out of the American Revolution. Trey is enjoying Acorn TV, even though we gave out the wrong URL. Sorry! Stephen is violating the Zaxxon rule all over the place and wondering whether Windows 8 is reading his mind. And I enjoyed some time last week with an old favorite show that was surprisingly pleasant to revisit.

Please keep in touch with us — you can find us on Facebook, or follow us on Twitter:me, Trey, Glen, Stephen, producer Jess, and our producer emeritus and music director Mike.

หนังวัยรุ่น

เรารับข้อเสนอแนะของผู้ฟังอีกด้วยการกระโดดออกจากนี้การพูดคุย TED โดย Lemn Sissay ซึ่งในการเจรจากวีและนักเขียนบทละคร (ในหมู่สิ่งอื่น ๆ ) เกี่ยวกับเสน่ห์รวมนิยายของกับเด็กแยกจากพ่อแม่ของพวกเขาจากแฮร์รี่พอตเตอร์กับลุค Skywalker เพื่อ Lisbeth Salander ไป ยอดมนุษย์ เราคาดการณ์เกี่ยวกับสาเหตุที่ไกลกว่าที่รู้จักกันดีภาพยนตร์ดิสนีย์กับพ่อแม่ที่ขาดหายไปเป็นที่ประทับใจนิยายดังนั้นโดยเด็กที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีพ่อแม่หรือผู้ปกครองของพวกเขาพวกเขามีที่เกิด (หมายเหตุ: นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กโดยไม่มีผู้ปกครองหรือคนที่พวกเขาเรียกผู้ปกครองเด็กที่ไม่ได้รับการที่ถูกนำมาที่เห็นได้ชัดจะมีพ่อแม่และไม่ได้อยู่ในการสนทนานี้ผมกลัวอยู่เสมอว่าตัวเลือกของฉันของคำใดจะปรากฏให้ผิดที่. .) เราพูดคุยเกี่ยวกับวิธีการดำรงชีวิตโดยไม่มีพ่อแม่ของคุณสะท้อนให้เห็นถึงตำนาน – ทั้งเก่าและโบราณน้อย – และวิธีการที่จะเปลี่ยนจุดเน้นของการเล่าเรื่อง

ในขณะที่คุณอาจยังจำพายุสัปดาห์สุดท้ายของ (hugs ใหญ่เพื่อบรรดาของคุณยังคงติดต่อกับระเบียบที่) ซ้ายเราโดยไม่แสดง แต่เราต้องกลับมาในสัปดาห์นี้กับตอนยัดอย่างเต็มที่ในการที่เราใช้เวลาน้อยในสิ่งที่เราหมายถึงการพูดคุย ประมาณสัปดาห์สุดท้าย: Cloud Atlas, สตีเฟ่นซึ่งและฉันโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อยากที่จะได้เห็นในเกือบทุกคืน 10:00 น. เพื่ออะไร (เชื่อหรือไม่, สตีเฟ่นก็หมกมุ่นอยู่กับ Les Miserables นี้นิทานซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นเจ็ดนาทีนานแม้จะมีความจริงที่ว่ามันเป็นไปไม่นานเจ็ดนาที. ฉันอย่างจริงจังพิจารณาประเภทของโครงการ Rickrolling เร่ร่อนแกนบางอย่างที่คน จะส่งสตีเฟ่นสิ่งที่ถูกระบุว่าการเชื่อมโยงไปเพลงใหม่ Sera Cahoone แต่จริง ๆ แล้วเดินตรงไปที่นิทานหรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ฉันมีอะไรทำ?” ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเขา.)

และในที่สุดเราพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในสัปดาห์นี้ เกลนที่มีการเล่น heck ออกจากการปฏิวัติอเมริกา แต้มมีความสุขกับทีวี Acorn แม้ว่าเราให้ออก URL ผิด ขออภัย! สตีเฟ่นมีการละเมิดกฎ Zaxxon ทั่วทุกสถานที่และสงสัยว่า Windows 8 คือการอ่านความคิดของเขา และฉันมีความสุขบางเวลาสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยการแสดงที่ชื่นชอบเก่าที่เป็นที่น่าแปลกใจที่น่ารื่นรมย์ที่จะทบทวน

กรุณาเก็บไว้ในการติดต่อกับเรา – คุณสามารถหาเราได้ทาง Facebook หรือปฏิบัติตามเราได้ที่ Twitter: me แต้ม, เกลนสตีเฟ่นเจโปรดิวเซอร์และผู้ผลิตและตำแหน่งผู้อำนวยการเพลงไมค์ของเรา