วิจารณ์หนัง A Good Day to Die Hard

A Good Day to Die Hard (John Moore,2013) – 6/10

ด้วยความที่ตัวหนังดั้งเดิมหรือ จอห์น แมคเคลน ที่เราได้เห็นครั้งแรกนั้นมันช่างมีสเน่ห์ และมีความเป็นออริจินัล และสร้างรูปแบบแนวทางวามมันส์เฉพาะตัวในซีรี่ส์ของตัวเองขึ้นมาได้ จนสามภาคแรกได้จบป การกลับมาของภาคสี่ก็ ยังคงความตายยากในแบบร่วมกับยุคปัจจุบันได้ดีในระดับที่ดูสนุก ไม่ขัดอกขัดใจเท่าไหร่นัก แต่ก็พอจะได้เห็นเค้าางของความเอ็ดตะโรตามแบบหนังแอคชั่นสมัยนิยม และการเป็นยอดมนุษย์ที่ตายยากเกินมนุษย์มนาขนานแท้

การกลับมาในภาคนี้พร้อมทั้งกล่าวว่าจะไปรัสเซีย และพะบู๊พร้อมกับลูกชายที่ไม่เคยมีการกล่าวอ้างอิงมาก่อนในภาคก่อนก็ทำให้ ชวนสงสัยไมน้อยว่าเอ เหมือนมันจะพยายามสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่โดยไม่ได้สนใจความสมบูรณ์ในเนื้อหา ของตัวหนังชุดนี้หรือไม่ และเมื่อได้ดูหนังจริงๆก็คงต้องพบกับคำตอบที่ไม่ตรงคำถามแต่ตรงกับความอยาก รู้กลับมา

ในตัวหนังภาคนี้ดำเนินเรื่องดูสั้นๆ และสับสนเป็นอย่างมาก กล่าวคือตัวหนังลำดับเรื่องราวและการดำเนินเรื่องแบบชวนงงๆว่าแล้วอะไรไปมา ยังไงนะ นอกจากนี้ยังมีการให้บีทของฉากแอคชั่นมาแค่สามจังหวะเท่านั้น ซึ่งถึงแม้จะพยายามเทความสนุกสนานระเบิดเอ็ดตะโรให้คนดูได้ดูกันอย่างยาวนาน แล้ว มันก็กลับกลายเป็นว่า มันดันไปลดทอนในส่วนของการดำเนินเรื่อง หรือการลำดับเรื่องราวไปจนหมดสิ้น จนได้เห็นแต่ฉากแอคชั่น ไล่ล่า แต่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรเท่าไหร่นัก ซึ่งแม้กระทั่งภาคสี่ก็ยังทำได้ดีกว่านี้มากจนเราเทียบความรู้สึกกันไม่ติด

การเลือกตัวลูกชายมาก็ดูจะเห็นได้ชัดว่าไม่มีรัศมีหรือคาแรคเตอร์แบบที่สมัย เก่าก่อนวิลลิสเคยสร้างไว้ อาจจะด้วยส่วนหนึ่งหนังมีความแอคชั่นตามสมัยนิยมเน้นความอลังการพังทลาย ต่างๆ จนตัวหนังเองก็ขาดเอกลักษณ์ เมื่อ ไจ มาเล่นเป็นตัวลูกก็แทบจะทำให้หนังดับไปได้เลยทันควัน และยิ่งเมื่ออยู่คู่วิลลิสเท่านั้นที่เราจะได้เห็นความต่างของสเน่ห์และความ เก๋าของตัวละครที่แตกต่างกัน

ในส่วนถัดมาก็คือการเล่นหยอกล้อกับความเป็นคนแก่ของ แมคเคลน จนกลายเป็นว่าช่วงเวลาแห่งการสบถค่อนขอดสิ่งต่างๆรอบตัวทำให้เขาดูเหมือนไม่ ได้ตระหนักถึงวิกฤตที่เกิดรอบตัวใดๆทั้งสิ้นจนตัวละครดูเหนือจริงไปในทันที

ส่วนที่ยังดีหน่อยก็คือฉากแอคชั่นที่พอจะสร้างความรู้สึกบางอย่างได้บ้าง การขับรถไล่ล่าที่ไม่ได้ใช้การถ่ายให้ดูเป็นการขับรถไล่ล่าตามแบบหนังแอ คชั่นรถไล่ล่าทั่วๆไป ทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกซ้ำซากเท่าไหร่ เพียงแต่มันก็ยาวนานและไม่ได้ขับเน้นความสมจริงผ่านตัวละคร และก็เอ็ดตะโรจนมันดูน่าเบื่อไปหน่อย หรือการใช้ภาพสโลว์โมชั่นในหลายๆฉาก ซึ่งยังพอจะเรียกความรู้สึกใดๆได้บ้าง ถึงแม้มันจะน่าเบื่อและซ้ำซากไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้หนังไม่เหลืออะไรดี ไปซะทีเดียว