รีวิวหนัง The Royal Tenenbaums

The Royal Tenenbaums (Wes Anderson,2001) – 8/10

เวส แอนเดอร์สัน ไม่ได้เป็นคนทำหนังที่มีอายุยาวนานมากมาย แต่ก็ไม่ได้มีเส้นทางในวงการนี้แค่วูบวาบ สิ่งที่เห็นจากหนังปี 2001 เรื่องนี้จะสามารถเห็นได้ถึงความเหมือนและความต่างระหว่างผลงานของเขาในยุค นั้นและยุคนี้อย่างชัดเจน

ความแตกต่างก็คือ เราพอจะเห็นสไตล์ในการเล่าเร่องแบบแอนเดอร์สันได้อย่างชัดเจน แต่เราก็จะเห็นความที่ดูเหมือนจะยังไม่ถึงพร้อมทั้งในแง่วิธีการและแนวทาง การเล่าเรื่อง สาเหตุน่าจะมาจากจังหวะของบทและจังหวะของเทคนิคที่ยังไม่ได้ มีความสอดรับกันอย่างลงตัว และบางครั้งมุมกล้องที่ใช้ก็ดูจะเป็นเหมือนการเคลื่อนกล้องตามใจมากกว่าการ สร้างความรู้สึกแบบ megical ในหนังยุคหลังอย่าง fantastic mr.fox หรือ moonrise kingdom ทีี่จะเห็นได้ชัดว่ามีความทรงพลัง และรู้สึกมีมนต์สเน่ห์มากกว่าหนังเรื่องนี้อย่างมหาศาล

ส่วนสิ่งที่ยังเหมือนเดิมเห็นจะเป็นการเล่าเรื่องอันว่าด้วยเรื่องของเด็กมี ปัญหาที่ขัดแย้งกับผู้ใหญ่ ในครั้งนี้การเล่าเรื่องโฟกัสไปที่ตัวละครพ่อ หรือ รอยัล เทนเนนบามส์ ที่เหมือนจะเป็นการเล่าเรื่องผ่านทัศนคติที่ว่า คนที่ละเลยครอบครัวเมื่อรู้ตัวมันก็สายเกินกว่าจะแก้ไข โดยการเล่าเรื่องนั้นแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวละครลูกๆทั้งหลายนั้นมันช่างเจ็บปวด และฝังใจยากจะลืมเป็นอย่างยิ่ง จนไม่อาจจะดำรงสถานะครอบครัวเอาไว้ได้อีก โดยหนังบอกให้เห็นว่าเมื่อคุณทำบางอย่างลงไปแล้วเมื่อคุณนึกถึงมันได้ในภาย หลังสิ่งนั้นจะไม่กลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมให้กับคุณ โดยการที่ทุกอย่างไม่ได้จบลงที่ความสำเร็จในการกอบกู้ครอบครัวของนาย รอยัล เทนเนนบามส์

แต่กระนั้นถึงแม้หนังจะมาด้วยทัศนคติแสนใจร้าย แต่ก็ไม่ได้มองโลกนี้แบบโหดร้ายมากเกินไปนัก หนังบอกว่าคุณมีโอกาสที่จะแก้ตัว แต่คุณก็ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่คุณทำลงไปด้วย เช่นว่า คุณมีโอกาสแก้ตัวในการพาหลานๆไปใช้ชีวิตเที่ยวเล่นอย่างสนุก คุณมีโอกาสได้ปรับความเข้าใจกับภรรยา คุณมีโอกาสได้เปิดใจกับลูกสาว แต่คุณก็ต้องเรียนรู้ด้วยว่าสิ่งต่างๆจะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่ทำได้ในวันนี้คือการแก้ตัว แก้ไขสิ่งไม่ดีที่เคยทำไว้ เรียนรู้มัน ยอมรับมัน แล้วเติบโตขึ้น และปล่อยให้มันผ่านไปตามวิถีของมัน

และด้วยท่าทีของการเล่าเรื่องที่แอนเดอร์สันใช้นั้นค่อนข้าง น่าสนใจตรงที่ว่าเรื่องราวไม่ได้จบลงอย่างสุขสันต์ทุกคนสมหวัง แต่อย่างน้อยมันก็มีความรู้สึกดี และรู้สึกอบอุ่นอยู่ตลอดเรื่องราว โดยหนังของแอนเดอร์สันนั้นมักเหมือนว่าเรากำลังอยู่ในโลกของเด็ก ที่มองทุกสิ่งด้วยมุมสวยงาม สนุกสนาน และขบขัน ไม่มีความตึงเครียด กดดันแต่อย่างใด เมื่อมันมาผสมกับสไตล์การนำเสนอแบบเฉพาะตัวแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่ใช่ฟอร์มที่สุดยอดของแอนเดอร์สัน แต่มันก็อยากที่บอกว่านี่ไม่ใช่หนังที่ดูสนุกและกินใจเรา โดยถึงแม้ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องจะเล่าเรื่องได้ยืดยาดและดูยาวนานไปหน่อย แต่ก็ยังคงมีเสน่ห์ที่เรายากจะต่อต้านได้อยู่ในหนังเรื่องนี้