รัก7ปี ดี7หน

รัก7ปี ดี7หน (ปวีณ ภูริจิตปัญญา/อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม/จิระ มะลิกุล,2012) – 5/10

หนังฉลอง 7 ปีที่ไม่น่าจะปลาบปลื้มเท่าไหร่นัก โดยภาพรวมตัวหนังเองก็ยังคงดำรงไว้ซึ่งลักษณะฟีลกู๊ดอยู่ ยังพอจะมีแง่คิดฝากฝังมาให้คนดูได้ลองคิดอะไรดูบ้าง แต่ในระหว่า

งการ ดำเนินเรื่องนั้นกลับเต็มไปด้วยความกลวงเปล่าและไร้เหตุผล ความเป็นแฟนตาซีในด้านความรัก หรือบทสรุปในแบบง่ายๆ มั้งยีงมีการให้ค่านิยมกับบางเรื่องอย่างแปลกประหลาดเรื่องที่ดูจะพอมีอะไรให้พูดถึงหน่อยก็คือเรื่อง 14 ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงช่วงชีวิตวัยรุ่นในยุคปัจจุบันกับโลกโซเชียลได้ อย่างดี การกระทำของตัวเอกเป็นเหมือนการกระทำของเด็กรุ่นปัจจุบันที่ใช้เวลาไปกับโลก โซเชียลจนไม่มีเวลาหรือเห็นคุณค่าให้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการหยิบยกและไม่สามารถแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากสังคม เทียมได้ จากที่เราจะได้เห็นจากตัวเอกที่ไม่ว่าอะไรๆก็จะต้องเอาไปอยู่ในสังคมเทียมซะ หมด และนอกจากนั้นยังต้องการการยอมรับจากคนหมู่มากอีกด้วย และเมื่อเจอปัญหากับตัวเองเส้นแบ่งของชีวิตส่วนตัวในสังคมจริงๆกับสังคม เทียมก็บางเบาจนแยกไม่ได้ว่าอะไรควรจะทำอย่างไร ซึ่งนั่นรวมไปถึงการหมกมุ่นอยู่กับโลกภายนอกไม่ได้ใช้เวลากับตัวเองจนต้องไป ถามหาวิธีแก้ไขเอาจากคนอื่นที่ตนเองไม่เคยเห็นหน้า ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็สามารถพบเห็นได้จริงในโลกจริงๆและยังดูจะเหมาะเจาะสอด คล้องกับการสะท้อนภาพของเด็กวัยรุ่นในยุคปัจจุบันด้วย

ในเรื่องถัดมาการนำเสนอค่อนข้างใช้การตัดต่อสลับไปมาอดีตกับปัจจุบันซึ่งไม่ ได้มีการเรียงลำดับเวลาหรือความสัมพันธ์ใดๆทั้งสิ้น ในส่วนหนึ่งหนังก็อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องลำดับเรื่องราวตัดสลับแบบเรียง ความสัมพันธ์ แต่การคละกันเละเทะไปหมดนอกจากจะทำให้เราต้องมานั่งเรียบเรียงเรื่องราวแล้ว ยังทำให้เราไม่เห็นมิติหรือพัฒนาการทางด้านความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสอง เลย ซึ่งโดยการเล่าเรื่องที่เป็นการข้ามจังหวะชีวิตต่างๆไปมาก็เอื้อให้เราจะไม่ เข้าใจแง่คิดหรือความรู้สึกของตัวละครอยู่แล้วแต่การกระจัดกระจายชุด เหตุการณ์ไปหมดเลยนั้นทำให้เราไม่เห็นพัฒนาการใดๆของความสัมพันธ์เลย ถึงแม้เราจะเห็นครบถ้วนจนหมดแต่เราก็ไม่อาจจะรู้สึกติดตามไปได้ตั้งแต่ต้น เรื่อง นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังมีพื้นฐานอยู่บนความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเราไม่เข้าใจจุดตั้งต้นของความสัมพันธ์และตัวละครแล้วก็ทำให้การดำเนิน เรื่องส่วนที่เหลือและบทสรุปนั้นไม่กระจ่างแจ้งชัดเจน ว่าทำไมตัวละครนี้เป็นแบบนี้แล้วทำแบบนี้ทำไม ทำไมตัดสินใจแบบนี้ แล้วมันจะเป็นไปได้เหรอที่ตัวละครจะทำแบบนี้

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่มีความเป็นแฟนตาซีหวานแหววอยู่สูงมาก เพราะนอกจากจะเป็นตัวเอกสูงวัยบังเอิญพบรักกับหนุ่มน้อยหน้าตาดี เทคแคร์ดีแล้ว อุปสรรคในเรื่องทางด้านความเข้าใจกันก็แทบไม่มี ทั้งยังมีฉากแปลกๆอยู่บ้างเช่นฉากที่ผู้ชายมานั่งใส่รองเท้าให้ หรืออะไรต่างๆนาๆ ที่ดูจะขับเน้นแฟนตาซีจ๋าออกมาอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีการปลูกฝังค่านิยมเรื่องของความผิดในใจอย่างเช่นเรื่องการนอก ใจ ทั้งๆที่สามีก็ตายไปแล้วแต่เราก็ไม่ควรทรยศซึ่งเป็นการสร้างค่านิยมให้ตัว หนังใช้บทสรุปแบบพระเอกๆว่าใช้ชีวิตในวันนี้ให้ดีลืมอดีตและอนาคตไปซะ ทั้งๆที่ประเด็นเรื่องผัวเดียวเมียเดียวไม่น่าจะถูกหยิบยกมาเป็นปมขัดแย้ง ของเรื่องตั้งแต่แรกแล้ว หนังยังพอจะมีดีหน่อยตรงที่ผูกเรื่องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ การต่อสู้เข้ากับการวิ่งมาราธอน และให้ข้อคิดบางอย่างได้บ้าง แต่การดำเนินเรื่องที่ผ่านมานั้นไม่มีส่วนที่น่าประทับใจเลย

โดยรวมๆแล้วสิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกก็คือ โฆษณาแฝงที่อัดแน่นอยู่ในหนังมีปริมาณมากซะจนเหนื่อยในการดูเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังพอโอเคที่เขานำเสนอแบบพยายามที่จะเนียนไปกับบริบทและการดำเนิน เรื่องอย่างที่สุดแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นทนโท่แบบจงใจอย่างมากมาอยอยู่ดี นอกจากนี้ก็คือมาตรฐานการผลิตที่ยังคงสามารถรักษามาตรฐานที่ดีเอาไว้ได้ ทั้งหนังยังคงมีการใช้บรรยากาศที่แปลกแตกต่างให้เหมาะสมกับโทนของแต่ละ เรื่องดังนี้ เรื่องแรกเด็กนักเรียนใช้โทนขาวๆ ความใสๆ ไร้เดียงสา เรื่องสองโทนฟ้า ความเศร้าเสียใจ เรื่องสามกับโทนส้ม การต่อสู้และการเริ่มใหม่ ซึ่งโดยทั้งสามโทนนั้นก็ไปรับกับเซตติ้งทางด้านสถานที่และเนื้อเรื่องได้ อย่างดี กสรนำเสนอในองค์ประกอบต่างๆเลยออกมาได้น่าสนใจและค่อนข้างดี ซึ่งสิ่งที่ดูจะทำร้ายหนังที่สุดก็คือตัวเนื้อหาของหนังนั่นเองที่ถึงแม้จะ มีคำคมแง่คิดต่างๆเข้ามาแล้วก็ยังไม่ช่วยให้การดำเนินเรื่องนั้นน่าประทับใจ ขึ้นมาเท่าไหร่นัก